กรม
พัฒนาธุรกิจการค้า
ภาษาไทย ENG
 
 
 
 
กฎหมาย >> แสดงความคิดเห็นร่างกฎหมาย
ร่างพระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. …


 
 
บัญชีเปรียบเทียบพระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
กับ
ร่างพระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. ….
 
พระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499
ร่างพระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. ....
หลักการและเหตุผล
มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499” มาตรา 1 พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า "พระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. ..........”  
มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป มาตรา 2 พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป  
มาตรา 3 ให้ยกเลิก
(1) พระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2479
(2) พระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2490
(3) บรรดาบทกฎหมาย กฎ และข้อบังคับอื่น ๆ ในส่วนที่มีบัญญัติไว้แล้วในพระราชบัญญัตินี้ หรือซึ่งขัด หรือแย้งกับบทแห่งพระราชบัญญัตินี้
มาตรา 3 ให้ยกเลิก
(1) พระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ. 2499
(2) พระราชบัญญัติทะเบียนพาณิชย์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2549
ปรับปรุงข้อกฎหมายให้เป็นรูปแบบการบัญญัติกฎหมายที่ใช้กันในปัจจุบัน
มาตรา 4 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการรักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่กับออกกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียม ไม่เกินอัตราท้ายพระราชบัญญัตินี้ และกำหนดกิจการอื่นๆเพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
มาตรา 4 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่กับออกกฎกระทรวงกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมไม่เกินอัตราท้ายพระราชบัญญัตินี้ ยกเว้นค่าธรรมเนียมและกำหนดกิจการอื่น ๆ เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
กฎกระทรวงนั้น เมื่อได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วให้ใช้บังคับได้
  1. แก้ไขชื่อกระทรวงให้เป็นปัจจุบัน
  2. เพิ่มอำนาจในการยกเว้นค่าธรรมเนียมให้กับรัฐมนตรี เพื่อรองรับการพิจารณายกเว้นค่าธรรมเนียมให้กับหน่วยงานรัฐอื่นๆ

หมวด 1
บททั่วไป

มาตรา 5 ในพระราชบัญญัตินี้
(1) "รัฐมนตรี" หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการตามพระราชบัญญัตินี้
(2) "นายทะเบียนพาณิชย์" หมายความว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งรัฐมนตรีได้แต่งตั้งให้เป็นผู้มีหน้าที่รับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้
(3) "พนักงานเจ้าหน้าที่" หมายความว่า บุคคลซึ่งรัฐมนตรีได้แต่งตั้งให้เป็นผู้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
(4) "ผู้ประกอบพาณิชยกิจ" หมายความว่า บุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลซึ่งประกอบพาณิชยกิจเป็นอาชีพปกติ และให้หมายความรวมทั้งผู้เป็นหุ้นส่วนที่ไม่จำกัดความรับผิด กรรมการ หรือผู้จัดการด้วย
(5) "สำนักงาน" หมายความว่า สถานที่ซึ่งใช้ประกอบพาณิชยกิจเป็นปกติ

หมวด 1
บททั่วไป
มาตรา ๕ ในพระราชบัญญัตินี้

"รัฐมนตรี”หมายความว่า รัฐมนตรีผู้รักษาการ
ตามพระราชบัญญัตินี้
(1) "นายทะเบียนกลางทะเบียนพาณิชย์” หมายความว่า อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า
(2) "สำนักงานกลางทะเบียนพาณิชย์” หมายความว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
(3) "สำนักงานทะเบียนพาณิชย์” หมายความว่า หน่วยงานของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และให้หมายความรวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด

"นายทะเบียนพาณิชย์” หมายความว่า พนักงานเจ้าหน้าที่ ซึ่งรัฐมนตรีได้แต่งตั้งให้เป็นผู้มีหน้าที่รับจดทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้
"พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า บุคคลซึ่ง
รัฐมนตรีได้แต่งตั้งให้เป็นผู้ปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้
(4) "ผู้ประกอบพาณิชยกิจ" หมายความว่า บุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลซึ่งประกอบพาณิชยกิจเป็นอาชีพปกติ และให้หมายความรวมทั้งผู้เป็นหุ้นส่วนที่ไม่จำกัดความรับผิด กรรมการ หรือผู้จัดการด้วย
(5) "สำนักงาน” หมายความว่า สถานที่ซึ่งใช้ประกอบพาณิชยกิจเป็นปกติ
(6) "พาณิชยกิจ” หมายความว่า กิจการในทางอุตสาหกรรม หัตถกรรม เกษตรกรรม พาณิชยกรรม การบริการหรือกิจการอย่างอื่นที่เป็นการค้า

เพิ่มนิยามศัพท์

"นายทะเบียนกลางทะเบียนพาณิชย์”
"สำนักงานกลางทะเบียนพาณิชย์”
"สำนักงานทะเบียนพาณิชย์”
"พาณิชยกิจ”
เพื่อให้มีความชัดเจนมากขึ้น

มาตรา 6 ให้ถือกิจการดังต่อไปนี้เป็นพาณิชยกิจตามความหมายแห่งพระราชบัญญัตินี้
(1) การซื้อ การขาย การขายทอดตลาด การแลกเปลี่ยน
(2) การให้เช่า การให้เช่าซื้อ
(3) การเป็นนายหน้าหรือตัวแทนค้าต่าง
(4) การขนส่ง
(5) การหัตถกรรม การอุตสาหกรรม
(6) การรับจ้างทำของ
(7) การให้กู้ยืมเงิน การรับจำนำ การรับจำนอง
(8) การคลังสินค้า
(9) การรับแลกเปลี่ยนหรือซื้อขายเงินตราต่างประเทศ การซื้อหรือขายตั๋วเงิน การธนาคาร การเครดิตฟองซิเอร์ การโพยก๊วน
(10) การรับประกันภัย
(11) กิจการอื่นซึ่งกำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา

  ยกเลิกมาตรา 6 ทั้งมาตรา เนื่องจากได้กำหนดกิจการค้าที่เป็นพาณิชยกิจในคำนิยาม"พาณิชยกิจ” ในมาตรา 5 แล้ว
มาตรา 7 พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่
(1) การค้าเร่ การค้าแผงลอย
(2) พาณิชยกิจเพื่อการบำรุงศาสนาหรือเพื่อการกุศล
(3) พาณิชยกิจของนิติบุคคลซึ่งได้มีพระราชบัญญัติหรือ พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งขึ้น
(4) พาณิชยกิจของกระทรวง ทบวง กรม
(5) พาณิชยกิจของมูลนิธิ สมาคม สหกรณ์
(6) พาณิชยกิจซึ่งรัฐมนตรีได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา 6 พระราชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่

  1. การค้าเร่
  2. พาณิชยกิจเพื่อการบำรุงศาสนาหรือเพื่อการกุศล
  3. พาณิชยกิจของนิติบุคคลซึ่งได้มีพระราชบัญญัติหรือ

    พระราชกฤษฎีกาจัดตั้งขึ้น
    1.พาณิชยกิจของกระทรวง ทบวง กรม

    2.พาณิชยกิจของมูลนิธิ สมาคม สหกรณ์

    (6) พาณิชยกิจซึ่งรัฐมนตรีได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา

 

หมวด 2
การจดทะเบียนพาณิชย์

มาตรา 8 ให้รัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดเป็นครั้งคราวโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ว่าพาณิชยกิจใดตามที่ระบุไว้ในมาตรา ๖ ในท้องที่ใด ผู้ประกอบพาณิชยกิจจะต้องจดทะเบียนพาณิชย์

หมวด 2
การจดทะเบียนพาณิชย์

มาตรา 7 ให้รัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดเป็นครั้งคราวโดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาว่าพาณิชยกิจใดในท้องที่ใด ผู้ประกอบพาณิชยกิจจะต้องจดทะเบียนพาณิชย์

ปรับให้สอดคล้องกับการยกเลิกกฎหมายมาตรา 6

มาตรา 9 ให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เป็นสำนักงานกลางทะเบียนพาณิชย์มีหน้าที่กำกับดูแลการรับจดทะเบียนพาณิชย์ตามพระราชบัญญัตินี้
ให้กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา และองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นสำนักงานทะเบียนพาณิชย์ เพื่อรับจดทะเบียนพาณิชย์ในท้องที่ของตน
รัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอื่นที่มีความพร้อมเป็นสำนักงานทะเบียนพาณิชย์เพื่อรับจดทะเบียนพาณิชย์ในท้องที่ของตนได้ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา ในการนี้ให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดยังคงมีอำนาจรับจดทะเบียนพาณิชย์เฉพาะในท้องที่นอกเขตขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด
เพื่อประโยชน์ในการรวบรวมสถิติและทราบหลักฐานของผู้ประกอบพาณิชยกิจบางประเภทให้รัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
เป็นสำนักงานทะเบียนพาณิชย์ เพื่อรับจดทะเบียนพาณิชยกิจตามประเภทที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดได้ โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา

มาตรา 8 ให้สำนักงานกลางทะเบียนพาณิชย์มีหน้าที่กำกับดูแลและรับจดทะเบียนพาณิชย์ตามพระราชบัญญัตินี้
ให้สำนักงานทะเบียนพาณิชย์ มีหน้าที่รับจดทะเบียนพาณิชย์ในท้องที่ของตน
หลักเกณฑ์และวิธีการในการจดทะเบียนพาณิชย์ให้เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในกฎกระทรวง
  1. เพิ่มอำนาจรับจดทะเบียนพาณิชย์ให้กับสำนักงานกลางทะเบียนพาณิชย์เพื่อเป็นการเพิ่มช่องทางและอำนวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบพาณิชยกิจในการจดทะเบียนพาณิชย์ได้ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
  2. เพิ่มเติมให้การกำหนดหลักเกณฑ์ และวิธีการในการจดทะเบียนพาณิชย์โดยการออกกฎกระทรวง
  3. ได้กำหนดนิยามคำว่า "สำนักงานทะเบียนพาณิชย์” ไว้ในมาตรา 5 แล้ว จึงได้ปรับในส่วนที่เกี่ยวกับสำนักงานทะเบียนพาณิชย์ตามวรรคสอง วรรคสามและวรรคสี่ออก
มาตรา 10 การจดทะเบียนนั้น ผู้ประกอบพาณิชยกิจตั้งสำนักงานแห่งใหญ่อยู่ในท้องที่ใด ให้จดทะเบียน ณ สำนักงานพาณิชย์ในท้องที่นั้น
ถ้าสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ และมาประกอบพาณิชยกิจ ในประเทศไทย สำนักงานสาขาใหญ่ตั้งอยู่ในท้องที่ใดให้จดทะเบียน ณ สำนักงานทะเบียนพาณิชย์ในท้องที่นั้น
ในกรณีที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า รับจดทะเบียนพาณิชยกิจประเภทใด ให้ผู้ประกอบพาณิชยกิจประเภทดังกล่าวจดทะเบียน ณ สำนักงานทะเบียนพาณิชย์ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในท้องที่ที่สำนักงานแห่งใหญ่หรือสำนักงานสาขาใหญ่ตั้งอยู่ แล้วแต่กรณี

มาตรา 9 การจดทะเบียนนั้น ผู้ประกอบพาณิชยกิจตั้งสำนักงานแห่งใหญ่อยู่ในท้องที่ใด ให้จดทะเบียน ณ สำนักงานพาณิชย์ในท้องที่นั้น
ถ้าสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในต่างประเทศ และมาประกอบพาณิชยกิจ ในประเทศไทย สำนักงานสาขาใหญ่ตั้งอยู่ในท้องที่ใดให้จดทะเบียน ณ สำนักงานทะเบียนพาณิชย์ในท้องที่นั้น

มาตรา 9 ได้กำหนดอำนาจหน้าที่ของสำนักงานทะเบียนพาณิชย์ไว้แล้ว จึงปรับสำนักงานทะเบียนพาณิชย์ตามมาตรา 10 วรรคสามออก
มาตรา 11 ให้ผู้ประกอบพาณิชยกิจยื่นคำขอจดทะเบียนพาณิชย์ ณ สำนักงานทะเบียนพาณิชย์แห่งท้องที่ตามแบบที่กำหนด ในกฎกระทรวง ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่รัฐมนตรีได้ประกาศตามมาตรา 8
ผู้ประกอบพาณิชยกิจผู้ใดประกอบพาณิชยกิจภายหลังวันที่รัฐมนตรีได้ประกาศตามมาตรา 8 ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนพาณิชย์ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เริ่มประกอบพาณิชยกิจนั้น
กำหนดเวลาที่กล่าวในมาตรานี้ ถ้ารัฐมนตรีเห็นเป็นการสมควร ก็ให้มีอำนาจประกาศขยายเวลาต่อไปอีกได้

มาตรา 10 ให้ผู้ประกอบพาณิชยกิจยื่นคำขอจดทะเบียนพาณิชย์ ณ สำนักงานทะเบียนพาณิชย์ แห่งท้องที่ตามแบบที่กำหนดในกฎกระทรวงภายในสามสิบวันนับแต่วันที่รัฐมนตรีได้ประกาศตามมาตรา 7
ผู้ประกอบพาณิชยกิจผู้ใดประกอบพาณิชยกิจภายหลังวันที่รัฐมนตรีได้ประกาศตามมาตรา 7 ให้ยื่นคำขอจดทะเบียนพาณิชย์ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่เริ่มประกอบพาณิชยกิจนั้น
กำหนดเวลาที่กล่าวในมาตรานี้ ถ้ารัฐมนตรีเห็นเป็นการสมควร ก็ให้มีอำนาจประกาศขยายเวลาต่อไปอีกได้

แก้ไขหลักกฎหมายให้สอดรับกับมาตรา 9 ที่ปรับปรุงใหม่ ในเรื่องการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการที่ใช้ในการจดทะเบียนพาณิชย์

มาตรา 12 การจดทะเบียนพาณิชย์นั้น ให้มีรายการดังต่อไปนี้
(1) ชื่อ อายุ เชื้อชาติ สัญชาติ และตำบลที่อยู่ของผู้ประกอบพาณิชยกิจ
(2) ชื่อที่ใช้ในการประกอบพาณิชยกิจ
(3) ชนิดแห่งพาณิชยกิจ
(4) จำนวนเงินทุนซึ่งนำมาใช้ในการประกอบพาณิชยกิจเป็นประจำ
(5) ที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ สาขา โรงเก็บสินค้าและตัวแทนค้าต่าง
(6) ชื่อ อายุ เชื้อชาติ สัญชาติ ตำบลที่อยู่ และจำนวนทุนลงหุ้นของผู้เป็นหุ้นส่วนใน ห้างหุ้นส่วนและจำนวนเงินทุนของห้างหุ้นส่วน
(7) จำนวนเงินทุน จำนวนหุ้น และมูลค่าหุ้นของบริษัทจำกัด จำนวนและมูลค่าหุ้นที่บุคคลแต่ละสัญชาติถืออยู่
(8) วันที่เริ่มต้นประกอบพาณิชยกิจในประเทศไทย
(9) วันขอจดทะเบียนพาณิชย์
(10) ชื่อที่ใช้ในการประกอบพาณิชยกิจ ชื่อ สัญชาติ และตำบลที่อยู่ของผู้โอนพาณิชยกิจให้ วันที่ และเหตุที่ได้รับโอน

มาตรา 11 การจดทะเบียนพาณิชย์นั้น ให้มีรายการดังต่อไปนี้
(1) ชื่อ อายุ เชื้อชาติ สัญชาติ และตำบลที่อยู่ของผู้ประกอบพาณิชยกิจ
(2) ชื่อที่ใช้ในการประกอบพาณิชยกิจ
(3) ชนิดแห่งพาณิชยกิจ
(4) จำนวนเงินทุนซึ่งนำมาใช้ในการประกอบพาณิชยกิจเป็นประจำ
(5) ที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ สาขา โรงเก็บสินค้าและตัวแทนค้าต่าง
(6) ชื่อ อายุ เชื้อชาติ สัญชาติ ตำบลที่อยู่ และจำนวนทุนลงหุ้นของผู้เป็นหุ้นส่วนใน ห้างหุ้นส่วนและจำนวนเงินทุนของห้างหุ้นส่วน
(7) จำนวนเงินทุน จำนวนหุ้น และมูลค่าหุ้นของบริษัทจำกัดหรือบริษัทมหาชนจำกัด จำนวนและมูลค่าหุ้นที่บุคคลแต่ละสัญชาติถืออยู่
(8) วันที่เริ่มต้นประกอบพาณิชยกิจในประเทศไทย
(9) วันขอจดทะเบียนพาณิชย์
(10) ชื่อที่ใช้ในการประกอบพาณิชยกิจ ชื่อ สัญชาติ และตำบลที่อยู่ของผู้โอนพาณิชยกิจให้ วันที่ และเหตุที่ได้รับโอน

เพิ่ม "บริษัทมหาชนจำกัด” ในมาตรานี้ (7) เพื่อความครอบคลุมนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัดในกรณีมีการจดทะเบียนพาณิชย์
มาตรา 13 การเปลี่ยนแปลงรายการใด ๆ ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 12 ก็ดี การเลิกประกอบพาณิชยกิจโดยเหตุใด ๆ ก็ดี ให้ยื่นคำขอจดทะเบียน ณ สำนักงานทะเบียนพาณิชย์แห่งท้องที่ ตามแบบที่กำหนดในกฎกระทรวง ภายในสามสิบวันนับแต่วันเปลี่ยนแปลง หรือเลิก

มาตรา 12 การเปลี่ยนแปลงรายการใด ๆ ตามที่ระบุไว้ในมาตรา 11 ก็ดี การเลิกประกอบพาณิชยกิจโดยเหตุใด ๆ ก็ดี ให้ยื่นคำขอจดทะเบียน ณ สำนักงานทะเบียนพาณิชย์ แห่งท้องที่ ตามแบบที่กำหนดในกฎกระทรวง ภายในสามสิบวันนับแต่วันเปลี่ยนแปลง หรือเลิก

แก้ไขให้สอดรับกับมาตรา 8 ที่ปรับปรุงใหม่ ในเรื่องการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการที่ใช้ในการจดทะเบียนพาณิชย์

มาตรา 14 เมื่อนายทะเบียนพาณิชย์ได้รับคำขอจดทะเบียน และเห็นว่าคำขอนั้นถูกต้องตามพระราชบัญญัติ กฎกระทรวง และประกาศ ซึ่งออกตามพระราชบัญญัตินี้แล้วก็ให้รับจดทะเบียนไว้ และให้ออกใบทะเบียนพาณิชย์ให้แก่ผู้ขอ
ถ้าใบทะเบียนพาณิชย์สูญหายให้ผู้ประกอบพาณิชยกิจยื่นคำขอรับใบแทนใบทะเบียนพาณิชย์ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่สูญหาย
ให้ผู้ประกอบพาณิชยกิจแสดงใบทะเบียนพาณิชย์ หรือใบแทนใบทะเบียนพาณิชย์ไว้ ณ สำนักงานในที่เปิดเผยซึ่งอาจเห็นได้ง่าย

มาตรา 13 เมื่อนายทะเบียนกลางทะเบียนพาณิชย์ หรือนายทะเบียนพาณิชย์ได้รับคำขอจดทะเบียน และเห็นว่าคำขอนั้นถูกต้องตามพระราชบัญญัติ กฎกระทรวง และประกาศ ซึ่งออกตามพระราชบัญญัตินี้แล้วก็ให้รับจดทะเบียนไว้ และให้ออกใบทะเบียนพาณิชย์ให้แก่ผู้ขอ
ถ้าใบทะเบียนพาณิชย์สูญหายให้ผู้ประกอบพาณิชยกิจยื่นคำขอรับใบแทนใบทะเบียนพาณิชย์ภายในสามสิบวันนับแต่วันที่สูญหาย
ให้ผู้ประกอบพาณิชยกิจแสดงใบทะเบียนพาณิชย์ หรือใบแทนใบทะเบียนพาณิชย์ไว้ ณ สำนักงานในที่เปิดเผยซึ่งอาจเห็นได้ง่าย

 

เพิ่มข้อความ "นายทะเบียนกลางทะเบียนพาณิชย์” เพื่อให้สอดรับกับอำนาจหน้าที่ของนายทะเบียนกลางทะเบียนพาณิชย์ที่มีการเพิ่มเติมไว้ในมาตรา 8

มาตรา 15 เมื่อได้จดทะเบียนพาณิชย์แล้วให้ผู้ประกอบพาณิชยกิจจัดให้มีป้ายชื่อที่ใช้ในการประกอบพาณิชยกิจไว้ที่หน้าสำนักงานแห่งใหญ่และสำนักงานสาขา โดยเปิดเผยภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้จดทะเบียน
ป้ายชื่อนี้ให้เขียนเป็นอักษรไทยอ่านได้ง่ายและชัดเจน และจะมีอักษรต่างประเทศด้วยก็ได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะกระทำบนแผ่นไม้ แผ่นโลหะ แผ่นกระจก กำแพง หรือผนัง
ชื่อในป้ายก็ดี ในเอกสารใดๆ ก็ดี ต้องใช้ให้ตรงกับชื่อที่จดทะเบียนไว้ และถ้าเป็นสำนักงานสาขา ต้องมีคำว่า "สาขา” ไว้ด้วย

มาตรา 14 เมื่อได้จดทะเบียนพาณิชย์แล้วให้ผู้ประกอบพาณิชยกิจจัดให้มีป้ายชื่อที่ใช้ในการประกอบพาณิชยกิจไว้ที่หน้าสำนักงานแห่งใหญ่และสำนักงานสาขา โดยเปิดเผยภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้จดทะเบียน
ป้ายชื่อนี้ให้เขียนเป็นอักษรไทยอ่านได้ง่ายและชัดเจน และจะมีอักษรต่างประเทศด้วยก็ได้ ทั้งนี้ ไม่ว่าจะกระทำบนแผ่นไม้ แผ่นโลหะ แผ่นกระจก กำแพง หรือผนัง
ชื่อในป้ายก็ดี ในเอกสารใดๆ ก็ดี ต้องใช้ให้ตรงกับชื่อที่จดทะเบียนไว้ และถ้าเป็นสำนักงานสาขา ต้องมีคำว่า "สาขา” ไว้ด้วย

 
มาตรา 16 ให้มีกรรมการขึ้นคณะหนึ่ง มีจำนวนไม่น้อยกว่าห้าคน แต่ไม่เกินเจ็ดคน ซึ่งคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง มีอำนาจหน้าที่พิจารณา และให้คำแนะนำแก่รัฐมนตรีในการถอนใบทะเบียนพาณิชย์ของผู้ประกอบพาณิชยกิจ ซึ่งกระทำการฉ้อโกงประชาชนปนสินค้าโดยเจตนาทุจริต ปลอมสินค้า หรือกระทำการทุจริตอื่นใดอย่างร้ายแรงในการประกอบพาณิชยกิจ และให้มีอำนาจพิจารณาและให้คำแนะนำในการรับจดทะเบียนพาณิชย์ใหม่ด้วย
เมื่อรัฐมนตรีได้รับคำแนะนำของคณะกรรมการ ตามความในวรรคแรก รัฐมนตรีจะถอนใบทะเบียนพาณิชย์หรือสั่งให้รับจดทะเบียนพาณิชย์ใหม่ก็ได้ แล้วแต่กรณี
ห้ามมิให้ผู้ถูกสั่งถอนใบทะเบียนพาณิชย์ประกอบพาณิชยกิจต่อไป เว้นแต่รัฐมนตรีจะสั่งให้รับจดทะเบียนพาณิชย์ใหม่

มาตรา 15 ให้ นายทะเบียนกลางทะเบียนพาณิชย์มีอำนาจ ในการถอนใบทะเบียนพาณิชย์ของผู้ประกอบพาณิชยกิจ ซึ่งกระทำการฉ้อโกงประชาชนปนสินค้าโดยเจตนาทุจริต ปลอมสินค้า หรือกระทำการทุจริตอื่นใดอย่างร้ายแรงในการประกอบพาณิชยกิจ
ห้ามมิให้ผู้ถูกสั่งถอนใบทะเบียนพาณิชย์ประกอบพาณิชยกิจต่อไป เว้นแต่ นายทะเบียนกลางทะเบียนพาณิชย์ จะสั่งให้รับจดทะเบียนพาณิชย์ใหม่
เพิ่มความคล่องตัวในการถอนใบทะเบียนพาณิชย์และการสั่งรับจดทะเบียนพาณิชย์ใหม่ โดยให้นายทะเบียนกลางทะเบียนพาณิชย์หรือผู้ซึ่งนายทะเบียนกลางทะเบียนพาณิชย์มอบหมายมีอำนาจหน้าที่
ทั้งนี้ ให้เป็นไปตามหลักการที่ว่า นายทะเบียนกลางทะเบียนพาณิชย์มีอำนาจรับจดทะเบียนพาณิชย์ก็ควรมีอำนาจในการเพิกถอนด้วย โดยกำหนดหลักเกณฑ์การถอนใบทะเบียนพาณิชย์ให้ชัดเจน
มาตรา 17 ให้นายทะเบียนพาณิชย์มีอำนาจออกคำสั่งเรียกผู้ประกอบพาณิชยกิจมาสอบสวนข้อความอันเกี่ยวกับการจดทะเบียน และในระหว่างเวลาทำงานให้นายทะเบียนพาณิชย์ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปทำการตรวจสอบในสำนักงานของผู้ประกอบพาณิชยกิจ เพื่อให้การเป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ ผู้ประกอบพาณิชยกิจต้องอำนวยความสะดวกแก่นายทะเบียนพาณิชย์และพนักงานเจ้าหน้าที่ตามสมควร

มาตรา 16 ให้ นายทะเบียนกลางทะเบียนพาณิชย์ และนายทะเบียนพาณิชย์มีอำนาจออกคำสั่งเรียกผู้ประกอบพาณิชยกิจมาสอบสวนข้อความอันเกี่ยวกับการจดทะเบียน และในระหว่างเวลาทำงานให้ นายทะเบียนกลางทะเบียนพาณิชย์ นายทะเบียนพาณิชย์ หรือพนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจเข้าไปทำการตรวจสอบในสำนักงานของผู้ประกอบพาณิชยกิจ เพื่อให้การเป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ ผู้ประกอบพาณิชยกิจต้องอำนวยความสะดวกแก่ นายทะเบียนกลางทะเบียนพาณิชย์ นายทะเบียนพาณิชย์และพนักงานเจ้าหน้าที่ตามสมควร

เพิ่มข้อความ "นายทะเบียนกลางทะเบียนพาณิชย์” ในกฎหมาย เพื่อเป็นการกำหนดให้ นายทะเบียนกลางทะเบียนพาณิชย์ มีอำนาจเช่นเดียวกับ นายทะเบียนพาณิชย์

มาตรา 18 ผู้ใดประสงค์จะตรวจดูหรือขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่คัดสำเนาและรับรองสำเนาเอกสารเกี่ยวกับการจดทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้ มีสิทธิที่จะทำได้ในเมื่อเสียค่าธรรมเนียมตามที่กำหนดในกฎกระทรวงแล้ว

มาตรา 17 ผู้ใดขอตรวจหรือขอคัดสำเนาเอกสารหรือขอให้นายทะเบียนพาณิชย์คัดสำเนาหรือถ่ายเอกสารพร้อมทั้งคำรับรองหรือขอให้ออกหนังสือรับรองข้อความเกี่ยวกับการจดทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้ ให้นายทะเบียนพาณิชย์ดำเนินการโดยเร็ว โดยผู้ขอต้องเสียค่าธรรมเนียมตามที่กำหนดในกฎกระทรวง

แก้ไขกฎหมายเพื่อรองรับการออกหนังสือรับรองทะเบียนพาณิชย์ โดยการออกหนังสือรับรองจะเป็นประโยชน์กับผู้ประกอบพาณิชยกิจเพราะสามารถแสดงรายการได้ครบถ้วนกว่าใบทะเบียนพาณิชย์ และผู้ประกอบพาณิชยกิจสามารถนำหนังสือรับรองไปประกอบการทำธุรกรรมต่างๆได้สะดวกมากขึ้น

หมวด 3
บทลงโทษ

มาตรา 19 ผู้ประกอบพาณิชยกิจผู้ใด
(1) ไม่จดทะเบียนตามพระราชบัญญัตินี้
(2) แสดงรายการเท็จ หรือ
(3) ไม่มาให้นายทะเบียนพาณิชย์สอบสวน ไม่ยอมให้ถ้อยคำ หรือไม่ยอมให้นายทะเบียนพาณิชย์หรือพนักงานเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบตามมาตรา 17
มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท และในกรณีตาม (1) อันเป็นความผิดต่อเนื่องกัน ให้ปรับอีกวันละไม่เกินหนึ่งร้อยบาท จนกว่าจะได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้

หมวด 3
บทลงโทษ

มาตรา 18 ผู้ประกอบพาณิชยกิจผู้ใด
(1) ไม่จดทะเบียนตามมาตรา 10 และมาตรา 12 ของพระราชบัญญัตินี้ หรือ
(2) แสดงรายการเท็จ หรือ
(3) ไม่มาให้นายทะเบียนกลางทะเบียนพาณิชย์หรือนายทะเบียนพาณิชย์สอบสวน ไม่ยอมให้ถ้อยคำ หรือไม่ยอมให้นายทะเบียนกลางทะเบียนพาณิชย์หรือนายทะเบียนพาณิชย์หรือพนักงานเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบตามมาตรา 16
มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองพันบาท และในกรณีตาม (1) อันเป็นความผิดต่อเนื่องกัน ให้ปรับอีกวันละไม่เกินหนึ่งร้อยบาท จนกว่าจะได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้

  1. เพิ่มรายละเอียดใน (1) เพื่อให้บทบัญญัติกฎหมายมีความชัดเจนมากขึ้น
  2. ยกเลิก (2) เนื่องจากการแสดงรายการเท็จเป็นการกระทำความผิดอาญาซึ่งมีประมวลกฎหมายอาญาบังคับและมีบทลงโทษชัดเจนอยู่แล้ว
  3. เพิ่มข้อความ "นายทะเบียนกลางทะเบียนพาณิชย์” ใน (๓)ที่บัญญัติใหม่ เพื่อเป็นการกำหนดให้นายทะเบียนกลางทะเบียนพาณิชย์มีอำนาจเช่นเดียวกันยายทะเบียนพาณิชย์
  4. อัตราค่าปรับคงเดิม เนื่องจากเห็นว่าเป็นอัตราที่เหมาะสมแล้ว

มาตรา 20 ผู้ประกอบพาณิชยกิจผู้ใดละเลยไม่ปฏิบัติตามมาตรา 14 วรรคสอง หรือวรรคสาม หรือมาตรา 15 มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองร้อยบาท และในกรณีอันเป็นความผิดต่อเนื่องกัน ให้ปรับอีกวันละไม่เกินยี่สิบบาท จนกว่าจะได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้

มาตรา 19 ผู้ประกอบพาณิชยกิจผู้ใดละเลยไม่ปฏิบัติตามมาตรา 13 วรรคสอง หรือวรรคสาม หรือมาตรา 14 มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งพันบาทและในกรณีอันเป็นความผิดต่อเนื่องกัน ให้ปรับอีกวันละไม่เกินหนึ่งร้อยบาทจนกว่าจะได้ปฏิบัติให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
ปรับปรุงอัตราโทษปรับเพิ่มขึ้นในอัตรา 5 เท่าจากอัตราโทษเดิม ทั้งนี้เพื่อความเหมาะสมตามสภาพเศรษฐกิจ (พิจารณาโดยเปรียบเทียบกับการแก้ไขโทษปรับของ พ.ร.บ. กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนฯซึ่งปรับขึ้น 10 เท่า แต่ทะเบียนพาณิชย์เป็นเรื่องธุรกิจขนาดเล็ก จึงควรปรับขึ้นเพียง 5เท่า)

มาตรา 21 ผู้ประกอบพาณิชยกิจผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 16 วรรคสาม มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท หรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือทั้งปรับทั้งจำ

มาตรา 20 ผู้ประกอบพาณิชยกิจผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 15 วรรคสาม มีความผิดต้องระวางโทษปรับไม่เกินห้าหมื่นบาทหรือจำคุกไม่เกินหนึ่งปีหรือทั้งจำทั้งปรับ

ปรับปรุงอัตราโทษปรับเพิ่มขึ้นในอัตรา 5 เท่าจากอัตราโทษเดิม ทั้งนี้เพื่อความเหมาะสมตามสภาพเศรษฐกิจ (พิจารณาโดยเปรียบเทียบกับการแก้ไขโทษปรับของ พ.ร.บ. กำหนดความผิดเกี่ยวกับห้างหุ้นส่วนฯซึ่งปรับขึ้น 10 เท่า แต่ทะเบียนพาณิชย์เป็นเรื่องธุรกิจขนาดเล็ก จึงควรปรับขึ้นเพียง 5เท่า)

 

มาตรา 21 บรรดาความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ที่มีโทษปรับสถานเดียวให้อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าหรือผู้ซึ่งอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้ามอบหมายมีอำนาจเปรียบเทียบได้ เมื่อผู้กระทำผิดได้ชำระเงินค่าปรับตามจำนวนที่เปรียบเทียบภายในระยะเวลาที่กำหนดแล้ว ให้ถือว่าคดีเลิกกันตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
ถ้าผู้กระทำความผิด ไม่ยินยอมตามที่เปรียบเทียบหรือเมื่อยินยอมแล้วไม่ชำระค่าปรับภายในเวลาที่กำหนดให้ดำเนินคดีต่อไป

ให้อำนาจอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในการเปรียบเทียบปรับในกรณีเป็นความผิดเกี่ยวกับทะเบียนพาณิชย์ที่มีโทษปรับสถานเดียว โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดจำนวนคดีเกี่ยวกับการจดทะเบียนพาณิชย์ที่ฟ้องร้องต่อศาล

หมวด 4
บทเฉพาะกาล

มาตรา 22 การประกอบพาณิชยกิจซึ่งจดทะเบียนไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้เป็นอันใช้ได้ จนกว่ารัฐมนตรีจะได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ยกเลิกการจดทะเบียนนั้นและเมื่อได้ประกาศยกเลิกการจดทะเบียนพาณิชย์ ในท้องที่ใดแล้ว ให้ผู้ประกอบพาณิชยกิจ ซึ่งถูกยกเลิกการจดทะเบียนพาณิชย์ในท้องที่นั้นยื่นคำขอจดทะเบียนใหม่ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ประกาศ
กำหนดเวลาดังกล่าวข้างต้นนั้น ถ้ารัฐมนตรีเห็นเป็นการสมควร ก็ให้มีอำนาจประกาศขยายเวลาต่อไปอีกได้

หมวด 4
บทเฉพาะกาล

มาตรา 22 การประกอบพาณิชยกิจซึ่งจดทะเบียนไว้ก่อนวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้เป็นอันใช้ได้ จนกว่ารัฐมนตรีจะได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาให้ยกเลิกการจดทะเบียนนั้นและเมื่อได้ประกาศยกเลิกการจดทะเบียนพาณิชย์ ในท้องที่ใดแล้ว ให้ผู้ประกอบพาณิชยกิจ ซึ่งถูกยกเลิกการจดทะเบียนพาณิชย์ในท้องที่นั้นยื่นคำขอจดทะเบียนใหม่ภายในหกสิบวันนับแต่วันที่ประกาศ
กำหนดเวลาดังกล่าวข้างต้นนั้น ถ้ารัฐมนตรีเห็นเป็นการสมควร ก็ให้มีอำนาจประกาศขยายเวลาต่อไปอีกได้

 

อัตราค่าธรรมเนียมท้าย พ.ร.บ.

  1. ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนพาณิชย์ 50 บาท
  2. ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการ ครั้งละ 20 บาท
  3. ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนเลิกประกอบพาณิชยกิจ 20 บาท
  4. ค่าธรรมเนียมขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่ออกใบแทนใบทะเบียนพาณิชย์ ฉบับละ 30 บาท
  5. ค่าธรรมเนียมขอตรวจดูเอกสารเกี่ยวกับการจดทะเบียนพาณิชย์ของผู้ประกอบพาณิชยกิจรายหนึ่ง ครั้งละ 20 บาท
  6. ค่าธรรมเนียมขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่คัดสำเนาและรับรองเอกสารเกี่ยวกับการจดทะเบียนพาณิชย์ของผู้ประกอบพาณิชยกิจรายหนึ่ง ฉบับละ 30 บาท

มาตรา 23 บรรดาพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศ และคำสั่งซึ่งใช้บังคับอยู่ในวันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ยังคงใช้ได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัตินี้จนกว่าจะได้มีพระราชกฤษฎีกา กฎกระทรวง ประกาศ และคำสั่งที่ออกตามพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ

อัตราค่าธรรมเนียมท้าย พ.ร.บ.

  1. ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนพาณิชย์ 500 บาท
  2. ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการ ครั้งละ 200 บาท
  3. ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนเลิกประกอบพาณิชยกิจ 200 บาท
  4. ค่าธรรมเนียมขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่ออกใบแทนใบทะเบียนพาณิชย์ ฉบับละ 300 บาท
  5. ค่าธรรมเนียมขอตรวจดูเอกสารเกี่ยวกับการจดทะเบียนพาณิชย์ของผู้ประกอบพาณิชยกิจรายหนึ่ง ครั้งละ 200 บาท
  6. ค่าธรรมเนียมขอให้พนักงานเจ้าหน้าที่คัดสำเนาและรับรองเอกสารเกี่ยวกับการจดทะเบียนพาณิชย์ของผู้ประกอบพาณิชยกิจรายหนึ่ง แผ่นละ 50 บาท
  7. ค่าธรรมเนียมออกหนังสือรับรอง ฉบับละ 200 บาท
  8. ค่าธรรมเนียมการถ่ายโอนข้อมูลที่ได้จัดทำจากระบบคอมพิวเตอร์
  9. ค่าบริการครั้งละ 1,000 บาท
  10. ค่าบันทึกข้อมูลซึ่งมีความยาวไม่เกินสองร้อยอักขระ ระเบียนละ 0.50 บาท ในกรณีมีความยาวมากกว่าสองร้อยอักขระ ให้คิดทุกจำนวนสองร้อยอักขระเป็นหนึ่งระเบียน ระเบียนละ 0.50
  11. บาท เศษของสองร้อยอักขระให้คิดเป็นหนึ่งระเบียน
  12. ค่าธรรมเนียมการถ่ายโอนข้อมูลจากระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าไปยังเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ขอข้อมูล
  13. ค่าธรรมเนียมบริการติดตั้งเชื่อมโยงข้อมูล ครั้งละ 5,000 บาท
  14. ค่าบริการถ่ายโอนข้อมูล รายละ 100 บาท
  15. การต่อโปรแกรมเชื่อมโยงข้อมูลครั้งละ 5,000 บาท

เพิ่มบทเฉพาะกาล เนื่องจากเป็นการแก้ไขกฎหมายทั้งฉบับ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการดำเนินการตาม พ.ร.บ. เดิม จึงเห็นสมควรกำหนดบทเฉพาะกาลไว้

                                                                                                                                            แบนเนอร์ทั้งหมด แบนเนอร์ทั้งหมด
เกี่ยวกับกรม กฎหมาย ถาม - ตอบ ติดต่อกรม อื่นๆ
ประวัติกรม
วิสัยทัศน์/พันธกิจ/กลยุทธ์
ค่านิยมและวัฒนธรรมกรมฯ
จริยธรรม / จรรยาข้าราชการ
โครงสร้างและหน่วยงาน
ภารกิจและยุทธศาสตร์
รายงานประจำปี
รายงานต้นทุนผลผลิต
Webboard
แบบสำรวจ
คำถามที่ถามบ่อย
สำนักต่างๆ
สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าเขต
สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัด
เว็บไซต์สำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าจังหวัด

sitemap
เชื่อมโยงหน่วยงาน
รับสมัครงาน
สำหรับเจ้าหน้าที่
e-mail

facebook
จำนวนผู้เยี่ยมชมเว็บไซต์
นับตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2556