|
โดยที่เป็นการสมควรกำหนดวิธีพิจารณาเรื่องจรรยาบรรณ
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๗ (๑๑) มาตรา ๓๐ และมาตรา ๕๓ วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. ๒๕๔๗
อันเป็นพระราชบัญญัติที่มีบทบัญญัติบางประการเกี่ยวกับการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึ่งมาตรา ๒๙ ประกอบกับ
มาตรา ๕๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บัญญัติให้กระทำได้โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
สภาวิชาชีพบัญชีจึงออกข้อบังคับไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า "ข้อบังคับสภาวิชาชีพบัญชี (ฉบับที่ ๑๒)
เรื่อง การพิจารณาเกี่ยวกับจรรยาบรรณ พ.ศ. ๒๕๔๙"
ข้อ ๒ ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป
ข้อ ๓ ในข้อบังคับนี้
"ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชี" หมายความว่า ผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีด้านการทำบัญชี ด้านการสอบบัญชี ด้านการบัญชีบริหาร
ด้านการวางระบบบัญชี ด้านการบัญชีภาษีอากร ด้านการศึกษาและเทคโนโลยีการบัญชี และบริการเกี่ยวกับการบัญชีด้านอื่น
ตามที่กฎกระทรวงกำหนดให้เป็นวิชาชีพบัญชี
"ผู้ซึ่งขึ้นทะเบียนไว้กับสภาวิชาชีพบัญชี" หมายความว่า ผู้ซึ่งขึ้นทะเบียนเพื่อเป็นผู้ทำบัญชีตามมาตรา ๔๔
หรือที่จะมีการตราพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา ๙
"คณะอนุกรรมการ" หมายความว่า คณะอนุกรรมการสอบสวน
ข้อ ๔ ให้นายกสภาวิชาชีพบัญชีเป็นผู้รักษาการให้เป็นไปตามข้อบังคับนี้
หมวด ๑
บททั่วไป
ข้อ ๕ กระบวนการสอบสวนและพิจารณาเรื่องจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีนอกจากที่กำหนด
ไว้ในข้อบังคับนี้ ให้เป็นไปตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. ๒๕๔๗
เพื่อให้กระบวนการสอบสวนและการพิจารณาดำเนินไปโดยสะดวก รวดเร็ว และเป็นธรรม นายกสภาวิชาชีพบัญชี
โดยอนุมัติคณะกรรมการสภาวิชาชีพบัญชี มีอำนาจออกข้อกำหนดใดๆ เกี่ยวกับการดังกล่าว
ข้อกำหนดนั้น ต้องอยู่ภายในกรอบของพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. ๒๕๔๗ และเมื่อได้
ประกาศในราชกิจจานุเบกษา จึงใช้บังคับได้
ข้อ ๖ คณะกรรมการจรรยาบรรณจะแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ เพื่อดำเนินการแทนและ
เสนอความเห็นเป็นรายเรื่องไปก็ได้ โดยดำเนินการตามมาตรา ๕๓ วรรคสี่ แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. ๒๕๔๗
ข้อ ๗ เพื่อช่วยในการทำการสอบสวนตามข้อบังคับนี้ ให้คณะกรรมการสภาวิชาชีพบัญชี
แต่งตั้งคณะทำงานเพื่อรวบรวมข้อมูล ทั้งนี้ ให้นำเสนอข้อมูลต่อคณะกรรมการจรรยาบรรณ หรือคณะอนุกรรมการแล้วแต่กรณี
คณะอนุกรรมการที่ได้รับแต่งตั้งมีหน้าที่ทำการสอบสวนเฉพาะเรื่องนั้น โดยเริ่มทำการสอบสวนภายใน ๓๐ วัน
นับแต่วันแต่งตั้ง และพ้นหน้าที่เมื่อเรื่องถึงที่สุด
ให้ประธานคณะกรรมการจรรยาบรรณแจ้งคำสั่งการแต่งตั้งคณะอนุกรรมการให้ผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหาทราบด้วย
ข้อ ๘. ในกรณีที่มีปัญหาการแปลความเกี่ยวกับการปฏิบัติตามข้อบังคับนี้
ให้คณะกรรมการสภาวิชาชีพบัญชีเป็นผู้วินิจฉัย และถือว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสภาวิชาชีพบัญชีเป็นที่สุด
หมวด ๒
การคัดค้าน
ข้อ ๙ กรรมการจรรยาบรรณหรืออนุกรรมการอาจถูกคัดค้านได้ด้วยเหตุดังต่อไปนี้
(๑) เป็นผู้กล่าวหา
(๒) เป็นคู่หมั้นหรือคู่สมรสของผู้กล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวหา
(๓) เป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดานไม่ว่าชั้นใดของผู้กล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวหา
(๔) เป็นผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้พิทักษ์หรือผู้แทนหรือตัวแทนของผู้กล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวหา
(๕) เป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้ หรือเป็นนายจ้างหรือลูกจ้างของผู้กล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวหา
(๖) มีประโยชน์ได้เสียในเรื่องที่กล่าวหา
(๗) มีสาเหตุโกรธเคืองกับผู้กล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวหา
(๘) มีเหตุอื่นซึ่งอาจทำให้การสอบสวนเสียความเป็นธรรม
ข้อ ๑๐ ในการคัดค้านกรรมการจรรยาบรรณหรืออนุกรรมการ ผู้คัดค้านต้องทำเป็นหนังสือ
และแสดงข้อเท็จจริงที่เป็นเหตุแห่งการคัดค้านตามที่ระบุในข้อ ๙ ไว้ในหนังสือคัดค้านด้วย
การคัดค้านกรรมการจรรยาบรรณต้องกระทำก่อนการพิจารณาเสร็จสิ้น
การคัดค้านอนุกรรมการ ต้องกระทำภายใน ๗ วันนับแต่วันรับทราบคำสั่งแต่งตั้งคณะอนุกรรมการ หรือวันทราบเหตุ
แห่งการคัดค้าน ทั้งนี้ ต้องกระทำก่อนการพิจารณาของคณะอนุกรรมการเสร็จสิ้น
คำคัดค้านให้ยื่นต่อประธานคณะกรรมการจรรยาบรรณ
ข้อ ๑๑ ให้คณะกรรมการจรรยาบรรณพิจารณาเรื่องที่มีการคัดค้านโดยไม่ชักช้า
ผู้ที่ถูกคัดค้านเมื่อได้แถลงหรือชี้แจงต่อที่ประชุมแล้ว ไม่มีสิทธิเข้าร่วมพิจารณาหรืออยู่ในที่ประชุม
ข้อ ๑๒ ในการพิจารณาคำคัดค้านดังกล่าว หากเห็นว่าคำคัดค้านมีเหตุผลรับฟังได้
ให้ผู้ถูกคัดค้านพ้นจากการทำหน้าที่สอบสวนและพิจารณาสำหรับเรื่องนั้น แต่หากเห็นว่าคำคัดค้านไม่มีเหตุผลพอที่จะรับฟังได้
ให้ยกคำคัดค้านนั้น โดยให้แสดงเหตุผลในการพิจารณาสั่งการดังกล่าวด้วย พร้อมทั้งแจ้งให้ผู้คัดค้าน
และคณะอนุกรรมการทราบ คำสั่งเกี่ยวกับคำคัดค้านให้เป็นที่สุด
ข้อ ๑๓ การพ้นหน้าที่เนื่องจากถูกคัดค้าน หรือการเปลี่ยนแปลงอนุกรรมการสอบสวน
ไม่กระทบถึงการสอบสวนและพิจารณาที่ได้ดำเนินการไปแล้ว เว้นแต่ผลการสอบสวนที่เสียความเป็นธรรม
ก็ให้สอบสวนแก้ไขเพิ่มเติมได้
หมวด ๓
คำกล่าวหา
ข้อ ๑๔ คำกล่าวหาว่าผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีหรือผู้ซึ่งขึ้นทะเบียนไว้กับสภาวิชาชีพบัญชีประพฤติผิดจรรยาบรรณ
ต้องทำตามแบบคำกล่าวหาของสภาวิชาชีพบัญชี ซึ่งอย่างน้อยต้องมีชื่อตัว ชื่อสกุล และที่อยู่ของผู้กล่าวหา
และชื่อตัว ชื่อสกุลของผู้ถูกกล่าวหา ข้อเท็จจริงแห่งการประพฤติผิดจรรยาบรรณ และลายมือชื่อผู้กล่าวหา
พร้อมสำเนาบัตรประจำตัวประชาชน หรือหลักฐานแสดงตนที่ทางราชการออกให้ หรือสำเนาหนังสือเดินทาง
หรือหนังสือรับรองการเป็นนิติบุคคล พร้อมทั้งหลักฐานประกอบการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของผู้ถูกกล่าวหา
กรณีได้รับแจ้งเป็นหนังสือจากหน่วยงานของรัฐ ศาล พนักงานอัยการ หรือพนักงานสอบสวน ไม่จำต้องแนบเอกสารตามวรรคหนึ่ง
ข้อ ๑๕ ผู้กล่าวหาต้องยื่นคำกล่าวหาพร้อมสำเนาตามจำนวนของผู้ถูกกล่าวหาต่อประธานคณะกรรมการจรรยาบรรณ
หรือส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนก็ได้
ข้อ ๑๖ ให้ประธานคณะกรรมการจรรยาบรรณหรือผู้ที่ประธานคณะกรรมการจรรยาบรรณมอบหมาย
ทำการตรวจสอบคำกล่าวหาโดยไม่ชักช้า
หากเห็นว่าคำกล่าวหามีข้อบกพร่อง หรือมีข้อความที่อ่านไม่เข้าใจ หรือผิดหลงอันเห็นได้ชัดว่าเกิดจากความไม่รู้หรือ
ความเลินเล่อ หรือยังขาดรายละเอียดที่จะเข้าใจได้หรือรายละเอียดยังไม่ชัดแจ้ง ประธานคณะกรรมการจรรยาบรรณ
หรือผู้ที่ประธานคณะกรรมการจรรยาบรรณมอบหมาย อาจมีคำสั่งให้ผู้ยื่นคำกล่าวหาแก้ไขเพิ่มเติมคำกล่าวหาให้ถูกต้องครบถ้วน
หรือให้ชี้แจงข้อเท็จจริงและหลักฐานเพิ่มเติมภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้ง เพื่อประกอบการพิจารณาก็ได้
คำกล่าวหาที่ไม่ปรากฏชื่อตัว ชื่อสกุล และที่อยู่ของผู้กล่าวหา และชื่อตัว ชื่อสกุลของผู้ถูกกล่าวหาคณะกรรมการ
จรรยาบรรณจะไม่รับไว้พิจารณา
ข้อ ๑๗ หากประธานคณะกรรมการจรรยาบรรณหรือผู้ที่ประธานคณะกรรมการจรรยาบรรณ
มอบหมายเห็นว่า คำกล่าวหามีมูลว่ากระทำความผิดเรื่องจรรยาบรรณ หรือมีเหตุอันสมควรให้มีการสอบสวน
เรื่องจรรยาบรรณ ให้รับเป็นคำกล่าวหา
ในกรณีที่เห็นว่าคำกล่าวหาไม่มีมูลว่ากระทำความผิดเรื่องจรรยาบรรณ หรือสิทธิกล่าวหาสิ้นสุดลง หรือมีเหตุอันไม่สมควรให้
มีการสอบสวนเรื่องจรรยาบรรณ ให้มีคำสั่งไม่รับคำกล่าวหาโดยให้แจ้งแก่ผู้กล่าวหาทราบโดยเร็ว
พร้อมแสดงเหตุผลแห่งการไม่รับคำกล่าวหา
ข้อ ๑๘ เมื่อประธานคณะกรรมการจรรยาบรรณหรือผู้ที่ประธานคณะกรรมการจรรยาบรรณมอบหมาย
มีคำสั่งรับเป็นคำกล่าวหาแล้ว ให้ประธานคณะกรรมการจรรยาบรรณหรือผู้ที่ประธานคณะกรรมการจรรยาบรรณมอบหมาย
ส่งสำเนาคำกล่าวหาให้ผู้ถูกกล่าวหาทุกคนแล้วแต่กรณี พร้อมแจ้งสิทธิของผู้ถูกกล่าวหาในการยื่นคำแก้ข้อกล่าวหาให้ทราบด้วย
หมวด ๔
การส่งเอกสาร การแจ้ง และการตรวจดูเอกสาร
ข้อ ๑๙ การยื่นเอกสารหรือพยานหลักฐานต่อคณะกรรมการจรรยาบรรณหรือคณะอนุกรรมการ
คู่กรณีจะยื่นด้วยตนเองหรือมอบอำนาจให้ผู้อื่นเป็นผู้ยื่นก็ได้ หรือจะทำโดยวิธีส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียนก็ได้ ในกรณี
ที่ส่งทางไปรษณีย์ลงทะเบียน ให้ถือว่าวันที่ส่งเอกสารหรือพยานหลักฐานแก่เจ้าพนักงานไปรษณีย์เป็นวันที่ยื่นเอกสาร
หรือพยานหลักฐานต่อคณะกรรมการจรรยาบรรณ หรือคณะอนุกรรมการ
ให้นายกสภาวิชาชีพบัญชีจัดให้มีเจ้าหน้าที่ของสภาวิชาชีพบัญชีทำหน้าที่รับ-ส่งตามระบบงานสารบรรณ
การมอบอำนาจให้ผู้อื่นยื่นเอกสารหรือพยานหลักฐาน ให้ทำเป็นหนังสือลงลายมือชื่อผู้มอบ ผู้รับมอบ และพยาน
ข้อ ๒๐ การส่งสำเนาคำกล่าวหาหรือการแจ้งใดๆ ให้แก่ผู้ถูกกล่าวหาให้ส่งไปยังที่อยู่หรือภูมิลำเนา
หรือสำนักงานของผู้ถูกกล่าวหาที่จดแจ้งไว้ต่อนายทะเบียนโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนตอบรับ
ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่า ผู้ถูกกล่าวหายังไม่ได้รับสำเนาคำกล่าวหาหรือการแจ้งใดๆ และคณะกรรมการจรรยาบรรณหรือ
คณะอนุกรรมการได้ตรวจสอบภูมิลำเนาของผู้ถูกกล่าวหาจากทางราชการแล้ว ปรากฏว่าภูมิลำเนาของผู้ถูกกล่าวหาได้เปลี่ยนแปลง
ไปจากที่ได้จดแจ้งไว้ต่อนายทะเบียนให้ส่งสำเนาคำกล่าวหาหรือการแจ้งใดๆ ให้แก่ผู้ถูกกล่าวหา ณ ภูมิลำเนาที่ตรวจสอบได้ดังกล่าว
ในกรณีที่ตรวจสอบจากทางราชการแล้ว ไม่พบภูมิลำเนาของผู้ถูกกล่าวหาให้ประกาศแจ้งคำกล่าวหาหรือการแจ้งใดๆ
ณ สภาวิชาชีพบัญชีหรือสถานที่อื่นใดที่คณะกรรมการจรรยาบรรณหรือคณะอนุกรรมการเห็นว่าควรเป็นสถานที่
ที่ผู้ถูกกล่าวหาควรทราบได้
การชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ต้องทำตามแบบคำแก้ข้อกล่าวหาของสภาวิชาชีพบัญชี และยื่นพร้อมสำเนาตามจำนวนผู้กล่าวหาต่อ
คณะกรรมการจรรยาบรรณหรือคณะอนุกรรมการแล้วแต่กรณี ภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้
ในกรณีที่ผู้ถูกกล่าวหา ไม่ยื่นคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาดังกล่าว หรือมีพฤติกรรมที่เป็นการประวิงเวลาให้การพิจารณาของ
คณะกรรมการจรรยาบรรณหรือคณะอนุกรรมการต้องล่าช้าออกไปอันจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ที่เกี่ยวข้อง
คณะกรรมการจรรยาบรรณหรือคณะอนุกรรมการจะพิจารณาเรื่องจรรยาบรรณดังกล่าวและวินิจฉัยไปตามพยานหลักฐาน
เท่าที่มีอยู่แล้วเท่านั้น
ข้อ ๒๑ เอกสารหรือพยานหลักฐานที่ผู้กล่าวหาหรือผู้ถูกกล่าวหายื่นต่อคณะกรรมการจรรยาบรรณ
หรือคณะอนุกรรมการ หรือที่คณะกรรมการจรรยาบรรณหรือคณะอนุกรรมการได้มาให้เปิดโอกาสแก่คู่กรณีขอตรวจดู
คัดสำเนา หรือขอสำเนาอันรับรองถูกต้องได้ เว้นแต่กรณีที่คณะกรรมการจรรยาบรรณหรือคณะอนุกรรมการเห็นว่า
ห้ามเปิดเผยเพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่การสอบสวนพิจารณา
ในกรณีที่เอกสารหรือพยานหลักฐานมีการกำหนดชั้นความลับไว้ มีข้อความไม่เหมาะสมหรือมีข้อความที่อาจ
เป็นการดูหมิ่นหรือหมิ่นประมาทบุคคลใด ให้อยู่ในดุลพินิจของคณะกรรมการจรรยาบรรณหรือคณะอนุกรรมการที่
จะไม่ให้คู่กรณีขอตรวจดู คัดสำเนา ขอสำเนาอันรับรองถูกต้องหรือไม่ส่งสำเนาให้คู่กรณี
ข้อ ๒๒ บุคคลซึ่งเป็นพยานหรือบุคคลภายนอกผู้มีส่วนได้เสียอาจยื่นคำขอต่อคณะกรรมการ
จรรยาบรรณหรือคณะอนุกรรมการเพื่อขอตรวจดูเอกสารทั้งหมดหรือบางฉบับในสำนวนเรื่อง หรือขอสำเนาหรือขอสำเนา
อันรับรองถูกต้องก็ได้ โดยเสียค่าตรวจดูเอกสาร หรือค่าขอสำเนาเอกสารตามที่กำหนด แต่ทั้งนี้ห้ามอนุญาตเช่นว่านั้น
แก่บุคคลอื่นที่ไม่เกี่ยวข้อง หรือในกรณีที่มีกฎหมายคุ้มครองให้ไม่ต้องเปิดเผย หรือกรณีที่คณะกรรมการจรรยาบรรณ
หรือคณะอนุกรรมการเห็นว่าจำเป็นต้องไม่เปิดเผย เพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่การสอบสวนพิจารณา
หมวด ๕
การสอบสวนและพิจารณา
ข้อ ๒๓ ในการสอบสวนเรื่องจรรยาบรรณ คณะกรรมการจรรยาบรรณหรือคณะอนุกรรมการต้องสอบสวน
ให้ได้ความเป็นจริง โดยอาจสอบสวนข้อเท็จจริงได้ตามความเหมาะสมในเรื่องนั้นๆ ไม่ต้องผูกพันเฉพาะอยู่กับคำขอ
หรือพยานหลักฐานของคู่กรณี
การสอบสวนข้อเท็จจริงตามวรรคหนึ่ง ให้รวมถึงการไต่สวนและแสวงหาพยานหลักฐานทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง
การรับฟังพยานหลักฐาน คำชี้แจง หรือพยานบุคคลหรือพยานผู้เชี่ยวชาญที่ผู้กล่าวหาหรือ ผู้ถูกกล่าวหากล่าวอ้าง
ข้อ ๒๔ ผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิทำคำแก้ข้อกล่าวหาเป็นหนังสือภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่ได้รับสำเนาคำกล่าวหา
หรือภายในกำหนดระยะเวลาซึ่งประธานคณะกรรมการจรรยาบรรณหรือประธานคณะอนุกรรมการได้ขยายให้
ข้อ ๒๕ ผู้กล่าวหาและผู้ถูกกล่าวหามีสิทธิขอตรวจดูเอกสารที่จำเป็นต้องรู้เพื่อการโต้แย้งหรือชี้แจงได้
โดยเสียค่าตรวจดูเอกสารตามที่กำหนด
ข้อ ๒๖ ในการสอบสวนหรือดำเนินการประชุมไม่ว่าของคณะกรรมการจรรยาบรรณหรือคณะอนุกรรมการ
ต้องมีกรรมการหรืออนุกรรมการเกินกึ่งหนึ่ง จึงเป็นองค์ประชุม
ในการทำความเห็น ให้ถือตามเสียงข้างมากของกรรมการหรืออนุกรรมการที่มาร่วมประชุมและมีสิทธิเข้าประชุม ถ้า
คะแนนเสียงเท่ากันให้ประธานออกเสียงอีกเสียงหนึ่งเป็นเสียงชี้ขาด กรรมการหรืออนุกรรมการฝ่ายเสียงข้างน้อย
จะทำความเห็นแย้งก็ได้
ข้อ ๒๗ ในการสอบสวนหากคณะอนุกรรมการเห็นว่า พยานหลักฐานที่ได้จากการสอบสวนเพียงพอที่
จะวินิจฉัยได้แล้ว ให้คณะอนุกรรมการทำความเห็นเสนอคณะกรรมการจรรยาบรรณต่อไป
ความเห็นของคณะอนุกรรมการต้องประกอบด้วยสรุปคำกล่าวหา และคำแก้ข้อกล่าวหาข้อเท็จจริงจากการสอบสวน โดยแสดงเหตุผล
และข้อเสนอในการลงโทษ หรือยกคำกล่าวหา โดยให้คณะอนุกรรมการที่ร่วมทำความเห็นลงลายมือชื่อไว้
ข้อ ๒๘ เมื่อคณะกรรมการจรรยาบรรณได้รับความเห็นจากคณะอนุกรรมการแล้ว ให้
คณะกรรมการจรรยาบรรณวินิจฉัยโดยเร็ว
ให้นำความในวรรคสองของข้อ ๒๗ มาบังคับใช้กับการทำคำวินิจฉัยของคณะกรรมการจรรยาบรรณด้วยโดยอนุโลมก็ได้
บทเฉพาะกาล
ข้อ ๒๙ ในวาระเริ่มแรก กรณีที่มีผู้แทนของคณะกรรมการจรรยาบรรณ ได้ร่วมพิจารณา
เรื่องจรรยาบรรณ สอบสวน หรือหาข้อเท็จจริงใดกับหน่วยงานอื่นที่มีหน้าที่พิจารณาจรรยาบรรณให้ถือว่า
หากไม่มีข้อมูลใหม่เพิ่มเติม คณะกรรมการจรรยาบรรณสามารถนำข้อมูลของคณะกรรมการ คณะอนุกรรมการ หรือ
คณะทำงานของหน่วยงานอื่น มาเป็นหลักฐานในการพิจารณาของคณะกรรมการจรรยาบรรณได้ เว้นแต่กรณีที่
ความเห็นของผู้แทนคณะกรรมการจรรยาบรรณ ขัดแย้งกับมติของหน่วยงานอื่นนั้น
ในกรณีที่มิได้มีผู้แทนของคณะกรรมการจรรยาบรรณเข้าร่วมพิจารณาเรื่องจรรยาบรรณ สอบสวน หรือหาข้อเท็จจริงใด
กับหน่วยงานอื่นที่มีหน้าที่พิจารณาจรรยาบรรณ ให้อยู่ในดุลพินิจของคณะกรรมการจรรยาบรรณที่
จะพิจารณาผลการตัดสินของหน่วยงานอื่นนั้น
ข้อ ๓๐ บรรดาเรื่องจรรยาบรรณที่ยังสอบสวนและพิจารณาไม่ถึงที่สุด ให้ใช้ข้อบังคับนี้
แต่ทั้งนี้ไม่กระทบถึงการใดๆ ที่ได้ทำไปแล้วก่อนวันที่ข้อบังคับนี้มีผลใช้บังคับ
ประกาศ ณ วันที่ ๒๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๙
เกษรี ณรงค์เดช
นายกสภาวิชาชีพบัญชี ในพระบรมราชูปถัมภ์







|