|
โดยที่เป็นการสมควรกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของการเป็นสมาชิกเพื่อให้สอดคล้องและเป็นไปตาม
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. ๒๕๔๗ และกำหนดวิธีการรับสมัครสมาชิกไว้เพื่อเป็นแนวปฏิบัติ
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๗ (๑๑) มาตรา ๑๓ (๔) (๕) และ (๖) มาตรา ๑๔ และมาตรา ๓๐
แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. ๒๕๔๗ สภาวิชาชีพบัญชีจึงออกข้อบังคับไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า "ข้อบังคับสภาวิชาชีพบัญชี (ฉบับที่ ๒) เรื่อง สมาชิก
และการรับสมัครสมาชิก พ.ศ. ๒๕๔๗"
ข้อ ๒ ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ ๓ ในข้อบังคับนี้
"สมาชิก" หมายความว่า สมาชิกสามัญ สมาชิกวิสามัญ หรือสมาชิกสมทบ แล้วแต่กรณี
"คณะกรรมการ" หมายความว่า คณะกรรมการสภาวิชาชีพบัญชี
"ปี" หมายความว่า ปีปฏิทิน
หมวดที่ ๑
การขึ้นทะเบียน
ข้อ ๔ สมาชิกสามัญต้องมีคุณสมบัติตามมาตรา ๑๓ (๑) (๒) และ (๓) แห่งพระราชบัญญัติ
วิชาชีพบัญชี พ.ศ. ๒๕๔๗ และต้องไม่มีลักษณะต้องห้ามตามข้อ ๕ ข้อ ๖ และข้อ ๗ แห่งข้อบังคับนี้ด้วย
ข้อ ๕ กรณีดังต่อไปนี้ให้ถือว่าสมาชิกสามัญเป็นผู้มีพฤติการณ์อันนำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่ง
วิชาชีพบัญชีตามมาตรา ๑๓ (๔) แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. ๒๕๔๗
(๑) ได้รับโทษจรรยาบรรณไม่ว่าด้วยโทษใดก็ตามตามมาตรา ๔๙ แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. ๒๕๔๗
หรือตามกฎหมายว่าด้วยผู้สอบบัญชีด้วยเหตุที่มีข้อเท็จจริงดังต่อไปนี้
(ก) แสดงความเห็นต่องบการเงินโดยมิได้ปฏิบัติงานตรวจสอบ
(ข) มีพฤติกรรมรับจ้างลงลายมือชื่อ
(ค) แนะนำให้ลูกค้าเสียภาษีอากรไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
(ง) แสดงความเห็นต่องบการเงินที่นำส่งหน่วยราชการหลายแห่ง
โดยงบการเงินแต่ละชุดแสดงข้อมูลต่างกันโดยไม่มีเหตุผลสมควร
(จ) แจ้งข้อความหรือจัดทำพยานหลักฐานอันเป็นเท็จ
(ฉ) มีพฤติกรรมอื่นตามที่คณะกรรมการจรรยาบรรณกำหนดว่าเป็น
พฤติการณ์อันนำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพบัญชี
(๒) กระทำผิดจรรยาบรรณโดยได้รับโทษตามมาตรา ๔๙ (๔) แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. ๒๕๔๗ ซ้ำกันมากกว่าหนึ่งครั้ง
กรณีตาม (๑) และ (๒) ข้างต้น ผู้กระทำต้องพ้นโทษจรรยาบรรณมาแล้วไม่น้อยกว่าสามปี จึงจะสมัครเป็นสมาชิกสามัญได้
ข้อ ๖ ในกรณีที่สมาชิกสามัญกระทำความผิดและได้รับโทษถึงที่สุดให้จำคุกในคดีดังต่อไปนี้ให้ถือว่า
เป็นคดีที่ประพฤติผิดจรรยาบรรณอันจะนำมาซึ่งความเสื่อมเสียเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพตามมาตรา ๑๓ (๕)
แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. ๒๕๔๗
(๑) คดีตามประมวลกฎหมายอาญาเกี่ยวกับทรัพย์ยกเว้นความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์และความผิดฐานบุกรุก
(๒) ความผิดตามกฎหมายเกี่ยวกับการจัดทำหรือรับรองงบการเงินหรือบัญชีอื่นใดอันไม่ถูกต้องหรือทำรายงานเท็จ
(๓) ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการกู้ยืมเงินที่เป็นการฉ้อโกงประชาชน กฎหมายว่าด้วยการธนาคารพาณิชย์
กฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจเงินทุน ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกิจเครดิตฟองซิเอร์ กฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์
และตลาดหลักทรัพย์ กฎหมายว่าด้วยการพนัน กฎหมายเกี่ยวกับยาเสพติด และกฎหมายเกี่ยวกับการฟอกเงิน
(๔) ถูกลงโทษเนื่องจากเป็นผู้ล้มละลายทุจริต
กรณีตาม (๑) (๒) (๓) และ (๔) ข้างต้น ผู้กระทำความผิดต้องพ้นโทษมาแล้วไม่น้อยกว่าห้าปีจึงจะสมัครเป็นสมาชิกสามัญได้
ข้อ ๗ สมาชิกสามัญต้องไม่เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ
หรือต้องไม่เป็นโรคที่คณะกรรมการโดยการปรึกษาหารือกับคณะแพทย์ไม่น้อยกว่าสามคนเห็นว่าจะเป็นอุปสรรคต่อ
การประกอบวิชาชีพ
หมวดที่ ๒
สมาชิกวิสามัญ
ข้อ ๘ สมาชิกวิสามัญต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้
(๑) สมาชิกวิสามัญซึ่งมีสัญชาติไทย
(ก) มีอายุไม่ต่ำกว่ายี่สิบปีบริบูรณ์
(ข) สำเร็จการศึกษาในระดับไม่ต่ำกว่าปริญญาตรีหรือเทียบเท่า
ในสาขาบริหารธุรกิจ พาณิชยศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ หรือสาขาอื่นที่คณะกรรมการพิจารณาเห็นว่ามีความเกี่ยวข้องกับ
การประกอบวิชาชีพบัญชี
(ค) ไม่เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามตามข้อ ๕ ข้อ ๖ และข้อ ๗
(๒) สมาชิกวิสามัญผู้ซึ่งไม่มีสัญชาติไทย ต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา ๑๔ วรรคสอง
แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. ๒๕๔๗
หมวดที่ ๓
สมาชิกสมทบ
ข้อ ๙สมาชิกสมทบต้องมีคุณสมบัติตามมาตรา ๑๔ วรรคหนึ่ง แห่ง
พระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. ๒๕๔๗ และต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้ด้วย
(๑) มีอายุไม่ต่ำกว่าสิบแปดปีบริบูรณ์
(๒) มีวุฒิการศึกษา ดังนี้
(ก) สำเร็จการศึกษาในระดับที่ต่ำกว่าปริญญาตรี แต่ไม่ต่ำกว่า
ประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ทางด้านการบัญชีหรือด้านอื่นที่มีการสอนวิชาการบัญชี
เป็นหลัก บริหารธุรกิจ (สาขาวิชาการบัญชี) หรืออนุปริญญาทางการบัญชี หรือ
(ข) อยู่ระหว่างการศึกษาในระดับปริญญาตรีทางด้านการบัญชี
หรือด้านอื่นที่มีการสอนวิชาการบัญชีเป็นหลัก บริหารธุรกิจ (สาขาวิชาการบัญชี)
(๓) ไม่เป็นผู้มีลักษณะต้องห้ามตามข้อ ๕ ข้อ ๖ และข้อ ๗
หมวดที่ ๔
การรับสมัครสมาชิก
ข้อ ๑๐ ผู้ประสงค์สมัครเป็นสมาชิกให้ยื่นใบสมัคร
ตามแบบที่นายกสภาวิชาชีพบัญชีกำหนด ณ ที่ทำการของสภาวิชาชีพบัญชีหรือสถานที่อื่นที่นายกสภาวิชาชีพบัญชีกำหนด
หรือส่งใบสมัครทางไปรษณีย์โดยขอรับแบบฟอร์มใบสมัครหรือพิมพ์แบบฟอร์มใบสมัครจากระบบข้อมูลสารสนเทศ
ที่สภาวิชาชีพบัญชีจัดบริการพร้อมทั้งหลักฐานดังต่อไปนี้
(๑) สำเนาปริญญาบัตร อนุปริญญาบัตร ประกาศนียบัตร หรือวุฒิบัตร หรือหนังสือรับรองสำเร็จการศึกษา
หรือหนังสือรับรองการอยู่ระหว่างการศึกษาในกรณีเป็นผู้สมัครสมาชิกสมทบซึ่งยังไม่สำเร็จการศึกษา
(๒) สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน บัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหนังสืออื่นใดของทางราชการซึ่ง
ใช้ในการแสดงตนได้ตามกฎหมาย หรือสำเนาหนังสือเดินทางสำหรับผู้ที่มิได้มีสัญชาติไทย
(๓) รูปถ่ายปัจจุบันไม่เกิน ๑ ปี หน้าตรงไม่สวมหมวก ไม่สวมแว่นดำ ขนาด หนึ่งนิ้ว จำนวน ๒ รูป
กรณีผู้ซึ่งไม่มีสัญชาติไทยยื่นใบสมัครขอเป็นสมาชิกวิสามัญ ผู้สมัครต้องแสดงหลักฐานว่าประเทศที่
ตนมีสัญชาติยินยอมให้ผู้มีสัญชาติไทยประกอบอาชีพสอบบัญชีในประเทศนั้นได้
การสมัครเป็นสมาชิกและชำระค่าบำรุงอาจกระทำได้ทางไปรษณีย์ หรือทางสื่ออิเล็กทรอนิกส์อื่นใดที่
นายกสภาวิชาชีพบัญชีจัดไว้ให้
สมาชิกใหม่ต้องชำระค่าบำรุงพร้อมกับการยื่นใบสมัคร
การชำระค่าบำรุง ให้เป็นไปตามวิธีการที่นายกสภาวิชาชีพบัญชีกำหนด
ข้อ ๑๑ เพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบคุณสมบัติด้านการศึกษาของผู้สมัครเป็นสมาชิก ให้
คณะกรรมการหรือผู้ซึ่งคณะกรรมการมอบหมายจัดให้มีรายชื่อสถาบันการศึกษา ชื่อหลักสูตร และเงื่อนไขการศึกษา
เสนอคณะกรรมการเพื่อรับรองและจัดทำไว้เป็นการทั่วไป และเพิ่มเติมแก้ไขเป็นระยะ
ในกรณีที่มีปัญหาเกี่ยวกับคุณวุฒิทางการศึกษาของผู้สมัครรายใด ให้คณะกรรมการแต่งตั้งคณะทำงานขึ้นคณะหนึ่ง
เพื่อพิจารณาและเสนอความเห็นต่อคณะกรรมการ ทั้งนี้ในการตรวจสอบและรับรองปริญญา อนุปริญญา หรือประกาศนียบัตร
ของสถาบันการศึกษา ไม่ว่าสถานศึกษาในประเทศหรือต่างประเทศคณะทำงานอาจพิจารณาจากการรับรองหลักสูตร
ของส่วนราชการที่มีหน้าที่ในการรับรองการศึกษาก็ได้
ข้อ ๑๒ เมื่อได้รับใบสมัครสมาชิกและตรวจสอบถูกต้องแล้ว ให้นายทะเบียน
ออกบัตรประจำตัวสมาชิกให้กับผู้นั้น ในกรณีที่ไม่รับเป็นสมาชิก ให้คืนค่าบำรุงโดยไม่มีดอกเบี้ย
บัตรประจำตัวสมาชิกให้มีอายุเท่ากับรอบระยะเวลาการชำระค่าบำรุงสมาชิก
แบบบัตรประจำตัวสมาชิก หลักเกณฑ์ วิธีการออกบัตร การขอมีบัตรใหม่ การขอบัตรใหม่แทนบัตรเดิมที่สูญหายหรือ
ชำรุดเสียหาย การเปลี่ยนข้อมูลบุคคลในบัตรให้เป็นไปตามที่นายกสภาวิชาชีพบัญชีกำหนด
การออกบัตรประจำตัวสมาชิกสำหรับปีถัดไปหรือคราวถัดไปอาจกระทำล่วงหน้าก่อนบัตรหมดอายุได้ ทั้งนี้ ตามหลักเกณฑ์
และวิธีการที่นายกสภาวิชาชีพบัญชีกำหนดและก่อนออกบัตรประจำตัวสมาชิกให้นายทะเบียนตรวจสอบการชำระค่าบำรุงให้ถูกต้องครบถ้วน
การออกบัตรใหม่แทนบัตรเดิมที่สูญหายหรือชำรุดเสียหาย หรือเนื่องจากการเปลี่ยนข้อมูลส่วนบุคคลในบัตร ต้อง
ชำระค่าทำบัตร ๒๐๐ บาท
ข้อ ๑๓ ให้นายทะเบียนจัดให้มีทะเบียนสมาชิกไว้เป็นหลักฐานและเปิดเผยให้บุคคลทั่วไปตรวจสอบได้
ข้อ ๑๔ ในกรณีที่สมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทยเลิกกัน ให้
บรรดาผู้ซึ่งเป็นสมาชิกของสมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย อยู่ในวันที่
สมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทยเลิกกัน ที่ได้สมัครเข้าเป็นสมาชิก
ภายในเดือนมีนาคม พ.ศ. ๒๕๔๘ ให้ได้รับยกเว้นไม่ต้องชำระค่าบำรุง ตามข้อ ๑๐ วรรคสี่ โดยมีเงื่อนไข ดังต่อไปนี้
(๑) ผู้ซึ่งได้ชำระค่าสมาชิกสมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทยเป็นรายปี ให้เริ่มชำระค่าสมาชิกในปี ๒๕๔๙
(๒) ผู้ซึ่งได้ชำระค่าสมาชิกสมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย เป็นรายสามปี ให้เริ่มชำระค่าสมาชิกในปี ๒๕๕๑
(๓) ผู้ซึ่งได้ชำระค่าสมาชิกสมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทย เป็นรายห้าปี ให้เริ่มชำระค่าสมาชิกในปี ๒๕๕๓
(๔) ผู้ซึ่งได้ชำระค่าสมาชิกสมาคมนักบัญชีและผู้สอบบัญชีรับอนุญาตแห่งประเทศไทยตลอดชีพ ให้เริ่มชำระค่าสมาชิกในปี ๒๕๕๘
ทั้งนี้ โดยให้ถือว่าบุคคลตามวรรคหนึ่งได้ชำระค่าสมาชิกตามข้อบังคับนี้แล้วจนถึงเวลาที่กำหนดใน (๑) (๒) (๓) หรือ (๔) แล้วแต่กรณี
ประกาศ ณ วันที่ ๒๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๗
เกษรี ณรงค์เดช
นายกสภาวิชาชีพบัญชี

|