|
โดยที่เป็นการสมควรกำหนดคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของประธานคณะกรรมการหรือกรรมการวิชาชีพบัญชีแต่ละ
ด้าน การเลือกตั้งหรือการแต่งตั้ง การดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่ง อำนาจหน้าที่และการดำเนินการอื่นของ
คณะกรรมการวิชาชีพบัญชีแต่ละด้าน
อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๗ (๑๑) มาตรา ๓๐ และมาตรา ๓๒ วรรคสาม
แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. ๒๕๔๗ สภาวิชาชีพบัญชีจึงออกข้อบังคับไว้ ดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ข้อบังคับนี้เรียกว่า "ข้อบังคับสภาวิชาชีพบัญชี (ฉบับที่ ๕) เรื่อง คุณสมบัติ
และลักษณะต้องห้าม การเลือกตั้งหรือการแต่งตั้ง การดำรงตำแหน่ง การพ้นจากตำแหน่งของประธานคณะกรรมการหรือ
กรรมการวิชาชีพบัญชีแต่ละด้าน อำนาจหน้าที่ และการดำเนินการอื่นของคณะกรรมการวิชาชีพบัญชีแต่ละด้าน พ.ศ. ๒๕๔๗"
ข้อ ๒ ข้อบังคับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
ข้อ ๓ ในข้อบังคับนี้
"คณะกรรมการวิชาชีพบัญชีแต่ละด้าน" หมายความว่า คณะกรรมการตามมาตรา ๓๒
แห่งพระราชบัญญัติวิชาชีพบัญชี พ.ศ. ๒๕๔๗
"การประชุมใหญ่" หมายความว่า การประชุมใหญ่สามัญหรือการประชุมใหญ่วิสามัญ
ข้อ ๔ ให้คณะกรรมการวิชาชีพบัญชีแต่ละด้านมีประธานคณะกรรมการวิชาชีพบัญชี
และกรรมการวิชาชีพบัญชีรวมกันอย่างน้อยคณะละเก้าคนแต่ไม่เกินสิบห้าคน เว้นแต่
คณะกรรมการสภาวิชาชีพบัญชีจะกำหนดเป็นอย่างอื่น
ให้ประธานคณะกรรมการวิชาชีพบัญชีแต่ละด้านมาจากการเลือกตั้งของสมาชิกสามัญในที่ประชุมใหญ่
และกรรมการวิชาชีพบัญชีแต่ละด้านให้มาจากการเสนอชื่อของประธานคณะกรรมการวิชาชีพบัญชีในด้านนั้น
โดยคณะกรรมการสภาวิชาชีพบัญชีต้องให้ความเห็นชอบด้วย
การเลือกตั้งประธานคณะกรรมการวิชาชีพบัญชีแต่ละด้าน ให้นำข้อบังคับสภาวิชาชีพเกี่ยวกับ
การเลือกตั้งนายกสภาวิชาชีพบัญชีและกรรมการสภาวิชาชีพบัญชีมาใช้บังคับโดยอนุโลม
ข้อ ๕ ประธานคณะกรรมการวิชาชีพบัญชีแต่ละด้านต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้าม ดังต่อไปนี้
(๑) เป็นสมาชิกสามัญ
(๒) มีคุณสมบัติและประสบการณ์ที่สอดคล้องกับงานแต่ละด้าน ดังต่อไปนี้
(ก) ด้านการทำบัญชีและด้านการบัญชีบริหาร
เป็นหรือเคยเป็นผู้อำนวยการฝ่ายการเงินหรือฝ่ายการบัญชี หรือดำรงตำแหน่ง
ที่เรียกชื่ออย่างอื่นซึ่งมีหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวในบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
และหรือบริษัทมหาชนซึ่งมีสินทรัพย์รวมไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท เป็นเวลารวมกันไม่น้อยกว่าสิบห้าปีในวันเลือกตั้ง
(ข) ด้านการสอบบัญชี
เป็นหรือเคยเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต
เป็นเวลารวมกันไม่น้อยกว่าสิบห้าปีในวันเลือกตั้ง โดยต้องเป็นหรือเคยเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาตในการตรวจสอบ
และแสดงความเห็นต่องบการเงินของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยไม่น้อยกว่าสองบริษัท หรือ
บริษัทมหาชนที่มีสินทรัพย์รวมไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท ไม่น้อยกว่าสองบริษัท หรือ
บริษัทมหาชนที่มีสินทรัพย์รวมไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ล้านบาท อย่างน้อยหนึ่งบริษัทและ
บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยอย่างน้อยหนึ่งบริษัท
(ค) ด้านการวางระบบบัญชี
(๑) เป็นหรือเคยเป็นผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหาร
ของกิจการที่ให้บริการวางระบบบัญชีแก่องค์กรต่างๆ มาเป็นเวลารวมกันไม่น้อยกว่าสิบห้าปีในวันเลือกตั้ง และหรือ
(๒) เป็นหรือเคยเป็นผู้อำนวยการฝ่ายการเงิน
หรือฝ่ายการบัญชีหรือดำรงตำแหน่งที่เรียกชื่ออย่างอื่นซึ่งมีหน้าที่เช่นเดียวกับผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวในบริษัทจดทะเบียน
ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และหรือบริษัทมหาชนซึ่งมีสินทรัพย์รวมไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ ล้านบาท
เป็นเวลารวมกันไม่น้อยกว่าสิบห้าปีในวันเลือกตั้ง และหรือ
(๓) เป็นหรือเคยเป็นอาจารย์ในระดับ
ไม่ต่ำกว่ารองศาสตราจารย์ผู้สอนวิชาการบัญชีในสถาบันอุดมศึกษาที่ทางราชการให้การรับรอง
ซึ่งสอนเป็นเวลารวมกันไม่น้อยกว่าสิบห้าปีในวันเลือกตั้ง
ทั้งนี้ กรณีคุณสมบัติและประสบการณ์
ตาม (๑) (๒) และ (๓) อาจนับระยะเวลารวมกันได้ ในระหว่าง (๑) (๒) และ (๓) แต่เมื่อรวมกันแล้ว
ต้องไม่น้อยกว่ายี่สิบปีในวันเลือกตั้ง
(ง) ด้านการบัญชีภาษีอากร
(๑) เป็นหรือเคยเป็นผู้ดำรงตำแหน่งผู้บริหาร
ของกิจการที่ให้บริการให้คำปรึกษาด้านภาษีอากรแก่องค์กรต่างๆ มาเป็นเวลารวมกันไม่น้อยกว่าสิบห้าปีในวันเลือกตั้ง
(๒) เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการ
หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บริหารสูงสุดหรือระดับรองของส่วนราชการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพบัญชี แล้วแต่กรณี
และปฏิบัติหน้าที่ในงานที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพบัญชีมาเป็นเวลารวมกันไม่น้อยกว่าห้าปี
ทั้งนี้ กรณีคุณสมบัติและประสบการณ์
ตาม (๑) และ (๒) อาจนับระยะเวลารวมกันได้ ในระหว่าง (๑) และ (๒) แต่เมื่อรวมกันแล้วต้องไม่น้อยกว่ายี่สิบปีในวันเลือกตั้ง
(จ) ด้านการศึกษาและเทคโนโลยีการบัญชี
(๑) เป็นหรือเคยเป็นอาจารย์ในระดับไม่ต่ำกว่า
รองศาสตราจารย์ผู้สอนวิชาการบัญชีในสถาบันอุดมศึกษาที่ทางราชการให้การรับรอง ซึ่งสอนเป็นเวลารวมกัน
ไม่น้อยกว่าสิบห้าปีในวันเลือกตั้ง และหรือ
(๒) เป็นหรือเคยเป็นข้าราชการหรือ
เจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บริหาร ผู้บริหารสูงสุดหรือระดับรองของส่วนราชการหรือหน่วยงาน
ที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพบัญชี แล้วแต่กรณี และปฏิบัติหน้าที่ในงานที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพบัญชี
มาเป็นเวลารวมกันไม่น้อยกว่าห้าปี
ทั้งนี้ กรณีคุณสมบัติและประสบการณ์ตาม
(๑) และ (๒) อาจนับระยะเวลารวมกันได้ ในระหว่าง (๑) และ (๒) แต่เมื่อรวมกันแล้วต้องไม่น้อยกว่ายี่สิบปีในวันเลือกตั้ง
(๓) ไม่เป็นบุคคลล้มละลาย
(๔) ไม่เคยถูกพักใช้หรือเพิกถอน
ใบอนุญาตหรือสั่งให้พ้นจากสมาชิกภาพสภาวิชาชีพบัญชีตามพระราชบัญญัตินี้ หรือถูกเพิกถอนใบอนุญาต
ตามกฎหมายว่าด้วยผู้สอบบัญชี หรือเพิกถอนการให้ความเห็นชอบเป็นผู้สอบบัญชีตามกฎหมายอื่น
(๕) ไม่เคยต้องโทษจำคุกโดยคำพิพากษา
ถึงที่สุดให้จำคุกในความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่กระทำโดยทุจริต
(๖) ไม่เคยถูกไล่ออก ปลดออก
หรือให้ออกจากราชการ รัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานของรัฐ เพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือกระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ
(๗) ไม่เป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสีย
หรือบกพร่องในศีลธรรมอันดี หรือกระทำการใดซึ่งแสดงให้เห็นว่าไม่น่าไว้วางใจในความซื่อสัตย์สุจริต
(๘) ไม่เป็นข้าราชการการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่ง
ทางการเมืองสมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น หรือกรรมการหรือที่ปรึกษาหรือเจ้าหน้าที่ของพรรคการเมือง
ข้อ ๖ กรรมการวิชาชีพบัญชีแต่ละด้านต้องมีคุณสมบัติและไม่มีลักษณะต้องห้ามดังต่อไปนี้
(๑) เป็นสมาชิกสามัญ
(๒) ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวข้องกับวิชาชีพบัญชีเป็นเวลารวมกันไม่น้อยกว่าสิบปีในวันเลือกตั้ง
(๓) ไม่มีลักษณะต้องห้ามตามข้อ ๕ (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘)
ข้อ ๗ ให้คณะกรรมการวิชาชีพบัญชีแต่ละด้านมีวาระการดำรงตำแหน่งคราวละสามปีกรรมการที่พ้นจากตำแหน่ง
อาจได้รับเลือกตั้งหรือแต่งตั้งอีกได้ แต่จะดำรงตำแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระไม่ได้
ข้อ ๘ นอกจากการพ้นจากตำแหน่งตามวาระ ประธานคณะกรรมการวิชาชีพบัญชีแต่ละด้าน
และกรรมการวิชาชีพบัญชีแต่ละด้านพ้นจากตำแหน่งด้วยเหตุดังต่อไปนี้
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามข้อ ๕ หรือข้อ ๖
(๔) สมาชิกสามัญในที่ประชุมใหญ่มีมติด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองร้อยเสียงให้ออกจาก
ตำแหน่ง ด้วยเหตุเป็นผู้กระทำการอันเป็นการเสื่อมเสียแห่งเกียรติศักดิ์แห่งวิชาชีพบัญชี
ข้อ ๙ ให้คณะกรรมการวิชาชีพบัญชีแต่ละด้านมีอำนาจหน้าที่ ดังต่อไปนี้
(๑) ส่งเสริมความสามัคคีและความเป็นปึกแผ่นในการประกอบวิชาชีพบัญชีในด้านนั้นและการประกอบวิชาชีพบัญชีโดยรวม
(๒) ผดุงไว้ซึ่งศักดิ์ศรีแห่งการประกอบวิชาชีพบัญชีในด้านนั้น
(๓) ส่งเสริมและสร้างมาตรฐานการประกอบวิชาชีพบัญชีแต่ละด้าน
(๔) ส่งเสริมและให้ความรู้ รวมทั้งเสนอแนะการสร้างประสบการณ์แห่งการประกอบวิชาชีพบัญชี
เพื่อให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของประเทศ
(๕) ประสานการทำงานกับวิชาชีพบัญชีด้านอื่น และองค์กรวิชาชีพอื่นและประสานงานกับต่างประเทศหรือองค์กรอื่นใด
เพื่อเป็นเครือข่ายแห่งการประกอบวิชาชีพ ภายใต้นโยบายของสภาวิชาชีพบัญชี
(๖) เป็นตัวแทนของผู้ประกอบวิชาชีพบัญชีในด้านนั้นในการเสนอความเห็นเกี่ยวกับการประกอบวิชาชีพต่อสภาวิชาชีพบัญชี
(๗) กระทำการอื่นใดตามที่มติที่ประชุมใหญ่หรือคณะกรรมการสภาวิชาชีพบัญชีมอบหมาย
ประกาศ ณ วันที่ ๒๒ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๗
เกษรี ณรงค์เดช
นายกสภาวิชาชีพบัญชี

|