Navigation :  ข่าวประชาสัมพันธ์   
 
พาณิชย์เปิดประตูระเบียงเศรษฐกิจการค้า หนุนโลจิสติกส์ เชื่อมโยงธุรกิจสู่การค้าโลก 01-10-2553 09:27 Age: 3 yrs

                              พาณิชย์เปิดประตูระเบียงเศรษฐกิจการค้า  หนุนโลจิสติกส์ เชื่อมโยงธุรกิจสู่การค้าโลก

 

 

                     นายอลงกรณ์ พลบุตร  รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์  ในฐานะประธานคณะกรรมการโลจิสติกส์การค้า  กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานสัมมนา  “โลจิสติกส์ของเกษตรกรเพื่อการกระจายสินค้าในตลาดอี้อู มลฑลเจ้อเจียง สาธารณรัฐประชาชนจีน” ว่า  ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางที่สำคัญทางเศรษฐกิจการค้าและโลจิสติกส์ โดยได้วางนโยบาย 3 วงแหวน 5 ประตูการค้า คือ วงแหวนตลาดการค้า 3 กลุ่มประเทศ ที่ไทยมีข้อตกลงเปิดเสรีการค้าสินค้าและบริการ ได้แก่ วงแหวนที่ 1 ตลาด ASEAN วงแหวนที่ 2 ตลาด ASEAN + 3 (จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้)  วงแหวนที่ 3 ตลาด ASEAN + 6 (จีน ญี่ปุ่น  เกาหลีใต้  อินเดีย ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์) ซึ่งครอบคลุมตลาดกว่า 3,000 ล้านคน และเปิด 5 ประตูการค้า ได้แก่ ด้านเหนือ (North Gate)  เชื่อมกับสหภาพพม่า และ สปป.ลาว มุ่งไปสู่ตลาดจีน  ด้านใต้ (South Gate) เชื่อมกับมาเลเซีย  มุ่งไปสู่สิงคโปร์  ด้านตะวันตก (West Gate) เชื่อมกับสหภาพพม่า  มุ่งไปสู่ตลาดอินเดีย/ BIMSTEC ด้านตะวันออก (East Gate) เชื่อมกับกัมพูชา  มุ่งไปสู่ตลาดเวียดนามและจีน ด้านตะวันออกเฉียงเหนือ (Isarn Gate) เชื่อมกับ สปป.ลาว มุ่งสู่เวียดนาม จีน และเอเชียตะวันออก

 

                    สำหรับการเปิดประตูการค้าด้านเหนือ (North Gate) ที่เชื่อมกับสหภาพพม่าและสปป.ลาวเชื่อมต่อไปยังตลาดจีนตอนใต้  หรือเส้นทาง R3 นั้น เป็นการเชื่อมโยงตามระเบียงเศรษฐกิจ North – South Corridor ซึ่งตลาดจีนมีผู้บริโภคมากถึง 1,300 ล้านคน ส่งผลให้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จีนมียอดการนำเข้าสินค้าจากทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะ 5 ปีหลัง จีนมีเศรษฐกิจที่ขยายตัวเกินกว่า 10% และมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสี่ของโลก รองจากสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และเยอรมนี โดยในช่วงครึ่งปีแรกนี้ (ม.ค. – มิ.ย.53) เศรษฐกิจจีนขยายตัวมีมูลค่า 17.28 ล้านล้านหยวน (2.55 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ) ทำให้จีนเป็นประเทศที่มีศักยภาพสูงในการเข้าไปดำเนินธุรกิจทั้งด้านการค้าและการลงทุน  ดังนั้น จึงเป็นโอกาสของไทยในการขยายตลาดเข้า สปป.ลาว จีน เส้นทางประตูเหนือ เพื่อเพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างไทย – จีน ซึ่งการค้าระหว่างประเทศของไทย – จีน    ระหว่างเดือนม.ค.-ส.ค. 53 มีมูลค่าการค้ารวม 952,319 ล้านบาท แยกเป็นการส่งออก 440,074 ล้านบาท และการนำเข้า 512,245 ล้านบาท  ส่งผลให้ชุมชนในพื้นที่ใกล้เคียงตลอดเส้นทาง R3 ได้รับการพัฒนาความเจริญ ทั้งด้านการค้าการลงทุนและการท่องเที่ยวควบคู่กันไปด้วย

 

                     รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การพัฒนาโลจิสติกส์การค้าเป็นรากฐานที่สำคัญในการพัฒนาศักยภาพทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน โดยที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ได้ดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย (พ.ศ.2550-2554) ภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาธุรกิจโลจิสติกส์ และยุทธศาสตร์การปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกทางการค้า รวมทั้ง  การสนับสนุนยุทธศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีการดำเนินการที่สำคัญ ได้แก่

 

                    การพัฒนาธุรกิจโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นภารกิจหลักของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในการสร้างความเข้มแข็งและเตรียมความพร้อมสู่ระดับสากล โดย

 

                    - พัฒนาศักยภาพธุรกิจขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ โดยเสริมสร้างความรู้และทักษะการบริหารจัดการและการตลาดให้แก่ผู้ประกอบธุรกิจขนส่ง โดยที่ผ่านมาได้ดำเนินการการพัฒนาศักยภาพธุรกิจบริการโลจิสติกส์อย่างต่อเนื่อง ระหว่างปี 2549 ถึงปัจจุบัน จำนวนทั้งสิ้น 409 ราย ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ได้แก่ กรุงเทพฯ นครสวรรค์ นครราชสีมา ขอนแก่น ชลบุรี และสงขลา 

 

                    - สร้างเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจ ได้ส่งเสริมเครือข่ายธุรกิจโลจิสติกส์ จำนวน 2 เครือข่ายอย่างต่อเนื่อง ได้แก่ บริษัท ไทย โลจิสติกส์ อัลลายแอนซ์ จำกัด หรือ TLA และ บริษัท สยาม โลจิสติกส์ อัลลายแอนซ์ จำกัด หรือ <place w:st="on">SLA</place> เพื่อสร้างศักยภาพในการแข่งขันของธุรกิจโลจิสติกส์ไทย

 

                    -  พัฒนาธุรกิจโลจิสติกส์สู่เกณฑ์คุณภาพ โดยมีการจัดทำเกณฑ์คุณภาพธุรกิจสำหรับใช้เป็นแนวทางการพัฒนาศักยภาพธุรกิจโลจิสติกส์ของไทยให้สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ และดำเนินการพัฒนาธุรกิจโลจิสติกส์สู่มาตรฐาน ISO เพื่อเตรียมพร้อมรองรับการแข่งขันจากการเปิดเสรีภาคบริการโลจิสติกส์

 

                    -  พัฒนาศักยภาพธุรกิจโลจิสติกส์ไทยสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) โดยให้ความรู้แก่  ผู้ประกอบธุรกิจโลจิสติกส์ไทยเกี่ยวกับกระบวนการเตรียมความพร้อมรองรับการเปิดเสรีทางการค้า กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง และโอกาสในการเข้าสู่ตลาด AEC

 

                    -  ส่งเสริมด้านการตลาด โดยการสนับสนุนเข้าร่วมแสดงธุรกิจในงานแสดงสินค้า และนำผู้ประกอบธุรกิจโลจิสติกส์ไปศึกษาตลาดในประเทศเพื่อนบ้าน และศึกษาเส้นทางการค้าใหม่ เช่น การนำผู้ประกอบการไปศึกษาตลาดจีน เส้นทาง R3 และ R12 รวมทั้ง การเข้าร่วมกิจกรรมเจรจาจับคู่ธุรกิจกับนักธุรกิจจากประเทศเพื่อนบ้าน เป็นต้น

 

                    - การให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงิน โดยกระทรวงพาณิชย์ร่วมกับ SME Bank และ 12 สมาคมทางด้านโลจิสติกส์ ได้สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ย MLR-3 และการผ่อนปรนหลักประกันสำหรับผู้ประกอบธุรกิจโลจิสติกส์ รายละไม่เกิน 5 ล้านบาท วงเงินสินเชื่อรวม 3,000 ล้านบาท สิ้นสุดรับคำขอกู้ ภายในวันที่ 30 ธันวาคม 2553

 

                   นอกจากนี้ กรมการค้าภายในได้มีการพัฒนาศักยภาพธุรกิจคลังสินค้า โดยพัฒนากระบวนงานการให้บริการให้มีคุณภาพ เพื่อให้การจัดเก็บสินค้าเป็นไปอย่างมีระบบและมีประสิทธิภาพ  กรมการค้าต่างประเทศ  ได้มีการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกทางการค้า โดยพัฒนาระบบรองรับ e-Logistics  และกรมส่งเสริมการส่งออกมีการพัฒนาโลจิสติกส์การค้าเพื่อการส่งออก  สนับสนุนการใช้ศูนย์กระจายสินค้า (Distribution  Center) เพื่อการส่งออก รวมทั้ง พัฒนาเส้นทางการค้าใหม่  (New Trade Lane)  โดยผลักดันการใช้ประโยชน์จากท่าเรือระนองและการทดลองขนส่งผักผลไม้ไปตลาดยุโรปทางเรือและทางอากาศ

 

                                                                   *********************************

ที่มา :  สำนักส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ                                                                   ฉบับที่ 83 / 1 ตุลาคม 2553