|
“อลงกรณ์” ชูมาตรการช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม
นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตามที่ได้เกิดอุทกภัยในหลายพื้นที่หลายจังหวัดทำให้เกิดความเสียหายในวงกว้าง ส่งผลต่อภาคธุรกิจทั้งที่เป็นนิติบุคคล ห้างหุ้นส่วนบริษัทจำนวน 177,339 ราย (มีทุนจดทะเบียนรวม ประมาณ 2.2 ล้านล้านบาท) และผู้ประกอบการรายย่อย กว่า 500,000 ราย ทั้งยังส่งผลกระทบต่อลูกจ้างและผู้ใช้แรงงานในสถานประกอบการเป็นจำนวนมาก
“รัฐบาล หน่วยงานทั้งภาครัฐ และเอกชน ตลอดจนองค์กรการกุศล ต่างระดมให้ความช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประสบอุทกภัยในเบื้องต้นอย่างเต็มกำลังความสามารถ แต่การช่วยเหลือดังกล่าว เป็นเพียงการบรรเทาความเดือดร้อนในเรื่องของอาหารการกิน น้ำดื่ม ที่อยู่อาศัย และด้านสาธารณสุข แก่ประชาชนทั่วไป ส่วนการช่วยเหลือแก่ภาคธุรกิจ และผู้ประกอบการรายย่อยยังไม่มีมาตรการช่วยเหลือใด ๆ ผมจึงสั่งการให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้าซึ่งมีหน้าที่กำกับดูแล และพัฒนาส่งเสริมธุรกิจ ให้ความช่วยเหลือธุรกิจ และผู้ประกอบการ รวมทั้งลูกจ้างและแรงงานที่ทำงานในสถานประกอบการที่ได้รับผลกระทบเป็นกรณีเร่งด่วนโดยให้จัดตั้ง “ศูนย์ปรึกษาเยียวยาและฟื้นฟูธุรกิจ” ขึ้นทั่วประเทศ โดยเฉพาะในจังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้”
นายอลงกรณ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดตั้งศูนย์ดังกล่าว เพื่อทำหน้าที่ รับเรื่องร้องทุกข์จากธุรกิจ ผู้ประกอบการ และลูกจ้างแรงงานที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย โดยเป็นจุดให้คำปรึกษาในการปฏิบัติตามกฎหมายธุรกิจของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อร่วมหามาตรการในการผ่อนผันภาระของธุรกิจ เช่น ผ่อนผันการจดทะเบียนจัดตั้งและแก้ไขเปลี่ยนแปลงรายการต่าง ๆ ที่ต้องยื่นภายในเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยให้สามารถยื่นล่าช้าออกไปตามจำเป็นและสมควร ผ่อนผันการยื่นงบดุลประจำปีของธุรกิจที่มีรอบปีบัญชีอยู่ในระหว่างเวลาที่เกิดอุทกภัย ผ่อนผันการแจ้งบัญชีหรือเอกสารประกอบการลงบัญชีที่สูญหาย หรือเสียหาย ซึ่งตามกฎหมายต้องแจ้งภายใน 15 วัน ให้สามารถยื่นล่าช้าได้ และสามารถใช้เป็นหลักฐานกรณีถูกเรียกตรวจสอบบัญชี และผ่อนผันการปรับและดำเนินคดีแก่ธุรกิจที่ประสบอุทกภัยที่ไม่สามารถปฏิบัติตามกฎหมายได้
นอกจากการจัดตั้งศูนย์ฯ แล้ว ได้เสนอมาตรการเยียวยาฟื้นฟูธุรกิจ สร้างงาน สร้างอาชีพ (Rainbow Project) เข้า ครม. เป็นวาระเร่งด่วนในวันนี้ ( 26 ตุลาคม 2553) เพื่อขอให้พิจารณามีมติ ปรับปรุงหลักเกณฑ์สินเชื่อโครงการช่วยเหลือด้านการเงินแก่ผู้ประกอบธุรกิจโลจิสติกส์ โดยให้ครอบคลุมถึงผู้ประกอบการ SMEs และผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยที่ต้องการมีอาชีพ มีงานทำ (วงเงิน 1,655 ล้านบาท) และขยายระยะเวลาสิ้นสุดโครงการจากวันที่ 30 ธันวาคม 2553 เป็นสิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2554 ซึ่งครม. มีมติให้นำเข้า ครม.เศรษฐกิจในวันจันทร์ที่ 1 พฤศจิกายน อีกครั้ง พร้อมนี้จะเสนอมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนของลูกจ้างแรงงาน ที่ทำงานในสถานประกอบการที่ประสบอุทกภัย โดยจะขอความร่วมมือให้ธุรกิจแต่ละแห่งจ่ายเงินเดือนและค่าจ้างตามปกติ สำหรับผู้ประกอบธุรกิจที่ต้องชำระหนี้ จะขอความร่วมมือธนาคารพาณิชย์ที่เป็นเจ้าหนี้ให้พิจารณาผ่อนผันขยายเวลาการชำระหนี้แก่ผู้ประสบอุทกภัยออกไประยะหนึ่ง รวมทั้งจะขอให้รัฐบาลพิจารณาให้ความช่วยเหลือคิดค่าน้ำและค่าไฟในอัตราพิเศษ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของธุรกิจและผู้ประกอบการ
“ในวันนี้ผมจะเชิญตัวแทนจากสมาคมแฟรนไชส์ และสมาคมขายตรง เพื่อร่วมหารือถึงแนวทางในการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัย ที่โรงแรมเจ้าพระยาปาร์ค เวลา 17.00 น. ส่วนในวันพรุ่งนี้ จะหารือแนวทางการให้ความช่วยเหลือร่วมกับสำนักงานพัฒนาธุรกิจการค้าใน 32 จังหวัดที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยผ่านระบบ VDO Conferrence” เพื่อให้สามารถช่วยเหลือผู้ประกอบธุรกิจและผู้ที่ประสบปัญหาได้อย่างทันท่วงที
************************************
ที่มา : กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ฉบับที่ 88 / 26 ตุลาคม 2553
|