|
ต่างชาติมาแล้ว... ก.ค.53 หอบเงินมาลงทุนกว่า 15,000 ล้าน
นายอิทธิพล ช้างหลำ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้าในฐานะผู้ช่วยเลขานุการคณะกรรมการการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวเปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการฯ เมื่อวันพุธที่ 21 กรกฎาคม 2553 ที่ประชุมฯ ได้อนุญาตให้บริษัทต่างด้าวประกอบธุรกิจในไทย จำนวน 21 ราย เป็นผลให้มีการนำเงินมาลงทุนในประเทศถึง 15,024 ล้านบาท โดยธุรกิจที่อนุญาตเป็นประโยชน์ต่อประเทศในด้านต่างๆ เช่น
- ธนาคารสินเอเซีย จำกัด (มหาชน) (ACL Bank Public Company Limited) ซึ่งมีผู้ถือหุ้นรายใหญ่จากประเทศจีน ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจนายหน้าประกันวินาศภัย ธุรกิจธนาคารพาณิชย์ ธุรกิจหลักทรัพย์และธุรกรรมอนุพันธ์ การทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ และธุรกิจบัตรเครดิต ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทยในด้านสนับสนุนให้มีการลงทุนในตลาดทุนและช่วยให้สถาบันการเงินมีความมั่นคงมากขึ้น โดยมีการใช้งบประมาณในการถ่ายทอดเทคโนโลยีเกี่ยวกับระบบการดำเนินธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ ระบบอิเล็กทรอนิกส์แบงค์กิ้ง ฯลฯ ถึงเดือนละเกือบ 2.6 ล้านบาท นอกจากนี้ยังมี บริษัท ลีสซิ่งสินเอเซีย จำกัด (Leasing Sinnasia Company Limited) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจให้เช่าซื้อและให้เช่าแบบลีสซิ่งรถยนต์ด้วย
- บริษัท เนสท์เล่ (ไทย) จำกัด [Nestle (Thai) Ltd.] ซึ่งมีผู้ถือหุ้นรายใหญ่เป็นนักลงทุนจากประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจบริการตรวจสอบวิเคราะห์ตัวอย่างอาหารและเครื่องดื่มให้แก่ผู้ผลิตอาหารแบรนด์ดัง “เนสท์กาแฟ” “น้ำแร่มิเนเร่” “น้ำดื่มเพียวไลฟ์” และผู้ส่งออกผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็ง “TRF” ซึ่งเป็นประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคในประเทศ
- บริษัท เกกี้ คอร์ปอเรชั่น (ไทยแลนด์) จำกัด [Gagie Corporation (<country-region w:st="on"><place w:st="on">Thailand</place></country-region>) Limited] ซึ่งมีผู้ถือหุ้นรายใหญ่เป็นนักลงทุนจากประเทศสหราชอาณาจักร ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจบริการซ่อมแซมหลุมปิโตรเลียม รวมทั้งให้คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับบริการดังกล่าวให้แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ทำให้การดำเนินงานด้านการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมเป็นไปอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเป็นผลดีต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ
ทั้งนี้ ในเดือนกรกฎาคม 2553 จำนวนธุรกิจต่างด้าวที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเพิ่มขึ้นจากเดือนมิถุนายน 2553 ร้อยละ 24 ในขณะที่เงินลงทุนเพิ่มขึ้นถึง 14,712 ล้านบาท และเมื่อเปรียบเทียบกับเดือนกรกฎาคม 2552 จำนวนผู้ได้รับอนุญาตเพิ่มขึ้นร้อยละ 31 ในขณะที่เงินลงทุนเพิ่มขึ้น 14,607 ล้านบาท เนื่องจากในเดือนกรกฎาคม 2553 ธุรกิจที่ได้รับอนุญาตส่วนใหญ่เป็นธุรกิจบริการด้านการเงินที่ต้องมีเงินลงทุนสูง
อย่างไรก็ดี ในปี 2553 ธุรกิจที่ได้รับอนุญาตในรอบ 6 เดือนแรก มีจำนวน 128 ราย เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปี 2552 ร้อยละ 21 ในขณะที่เงินลงทุนลดลง 1,276 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 25 เนื่องจากในปี 2553 ธุรกิจที่ได้รับอนุญาตส่วนใหญ่เป็นการให้บริการกับบริษัทในเครือ/บริษัทในกลุ่มที่ไม่ต้องมีเงินลงทุนสูง ในขณะที่ปี 2552 มีการอนุญาตให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจที่ต้องใช้เงินลงทุนสูงจำนวนหลายรายด้วยกัน ได้แก่ ธุรกิจบริการขุดเจาะสำรวจปิโตรเลียม (เงินทุน 916 ล้านบาท) ธุรกิจขายอาหารแกนดิเนียเวีย (เงินทุน 850 ล้านบาท) ธุรกิจบริการให้เช่าซื้อและลีสซิ่งเครื่องจักรกลการเกษตร (เงินทุน 700 ล้านบาท)เป็นต้น
**************************************************
ที่มา : สำนักบริหารการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว ฉบับที่ 56 / 23 กรกฎาคม 2553
|