{"statusCode":200,"message":"success","data":{"id":"7a151745-8a28-4170-8f1f-8f7dfe94993f","category":{"id":"def8896e-fe17-4d70-b696-320668537c86","title":"ข่าวกรม (Press Release)","slug":"1656067670544"},"thumbnail":"https://www.dbd.go.th/data-storage/image/bf1a147a9189d75b7fb5cb510.jpg","title":"ปี ‘68 ธุรกิจตั้งใหม่ยังมีแรง เติบโตใกล้เคียงปีก่อน ขณะที่ต่างชาติลงทุนสูงสุดในรอบ 5 ปี ด้านสกัดนอมินีบัญชีม้ายังเข้ม ปี ‘69 ใช้เทคโนโลยีสกรีนกลุ่ม","text":"<p style=\"text-align: center;\"><strong>ปี ‘68 ธุรกิจตั้งใหม่ยังมีแรง เติบโตใกล้เคียงปีก่อน ขณะที่ต่างชาติลงทุนสูงสุดในรอบ 5 ปี\r\n<br>ด้านสกัดนอมินีบัญชีม้ายังเข้ม ปี ‘69 ใช้เทคโนโลยีสกรีนกลุ่มเสี่ยงแบบพุ่งเป้า\r\n<br>เดินหน้าสร้างธุรกิจไทยโปร่งใส</strong><br></p><p style=\"text-align: justify;\"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยภาพรวมการจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือน ธ.ค. 68 และตลอดปี 68 โดย ธ.ค. 68 มีการจัดตั้งธุรกิจใหม่ 5,187 ราย เพิ่มขึ้น 18.51% เมื่อเทียบกับช่วง ธ.ค. 67 ขณะที่การลงทุนจากต่างชาติในไทยตลอดปี 2568 มีเงินลงทุนสูงสุดในรอบ 5 ปี และกรมฯ พร้อมยืนยันเดินหน้าปราบปรามนอมินีและนิติบุคคลบัญชีม้าอย่างเข้มข้น ควบคู่การยกระดับมาตรการเชิงรุกในปี 2569 เพื่อสร้างระบบธุรกิจที่โปร่งใสและเป็นธรรม<br></strong></p><p style=\"text-align: justify;\">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผย ผลการวิเคราะห์สถานการณ์การจดทะเบียนจัดตั้งธุรกิจใหม่เดือนธันวาคม 2568 พบว่า มีธุรกิจจัดตั้งใหม่ 5,187 ราย เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนพฤศจิกายน 2568 (5,554 ราย) ลดลง 367 ราย คิดเป็น 6.61% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY)    เดือนธันวาคม 2567 (4,377 ราย) เพิ่มขึ้น 810 ราย คิดเป็น 18.51%\r\n<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ขณะที่ทุนจดทะเบียนอยู่ที่ 13,385 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนพฤศจิกายน 2568 (14,860 ล้านบาท) ลดลง 1,475 ล้านบาท คิดเป็น 9.92% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) เดือนธันวาคม 2567 (22,895 ล้านบาท) ลดลง 9,510 ล้านบาท คิดเป็น 41.54% \r\n<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ เมื่อวิเคราะห์อัตราการเติบโตของการจัดตั้งธุรกิจใหม่ พบว่า มี 3 ประเภทธุรกิจที่ขยายตัวอย่างน่าสนใจเมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) ได้แก่ 1) ธุรกิจบริการอื่นๆ เพื่อสนับสนุนธุรกิจ ซึ่งมิได้จัดประเภทไว้ในที่อื่น มีจำนวน 1,168 ราย เพิ่มขึ้น 771 ราย คิดเป็น 194.21% ทุนจดทะเบียน 799 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.26 ล้านบาท คิดเป็น 0.26% 2) ธุรกิจโรงแรม รีสอร์ทและห้องชุด มีจำนวน 1,410 ราย เพิ่มขึ้น 462 ราย คิดเป็น 48.73% ทุนจดทะเบียน 13,020 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9,440 ล้านบาท คิดเป็น 263.64% และ 3) ธุรกิจขนส่งและขนถ่ายสินค้า รวมถึงคนโดยสาร   มีจำนวน 1,961 ราย เพิ่มขึ้น 449 ราย คิดเป็น 29.70% ทุนจดทะเบียน 2,976 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 567.37 ล้านบาท คิดเป็น 23.55%\r\n<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภาพรวมการจัดตั้งใหม่ตลอดทั้งปี 2568 มีจำนวน 85,251 ราย ลดลง 2,345 ราย คิดเป็น 2.68% เมื่อเทียบกับ      ปี 2567 (87,596 ราย) ทุนจดทะเบียนสะสมอยู่ที่ 264,237 ล้านบาท ลดลง 21,508 ล้านบาท คิดเป็น 7.53% เมื่อเทียบกับ   ปี 2567 (285,745 ล้านบาท) \r\n<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การจดทะเบียนเลิกประกอบกิจการเดือนธันวาคม 2568 มีจำนวน 6,112 ราย เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM)      เดือนพฤศจิกายน 2568 (2,494 ราย) เพิ่มขึ้น 3,618 ราย คิดเป็น 145.07% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY)   กับเดือนธันวาคม 2567 (6,065 ราย) เพิ่มขึ้น 47 ราย คิดเป็น 0.77%\r\n<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้านทุนจดทะเบียนเลิกอยู่ที่ 17,797 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา (MoM) เดือนพฤศจิกายน 2568 (10,979 ล้านบาท) เพิ่มขึ้น 6,818 ล้านบาท คิดเป็น 62.10% และเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา (YoY) กับเดือนธันวาคม 2567 (35,102 ล้านบาท) ลดลง 17,305 ล้านบาท คิดเป็น 49.30% \r\n<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ภาพรวมการจดทะเบียนเลิกตลอดทั้งปี 2568 มีจำนวน 22,783 ราย ลดลง 896 ราย คิดเป็น 3.78% เมื่อเทียบกับ          ปี 2567 (23,679 ราย) ทุนจดทะเบียนสะสมอยู่ที่ 106,594 ล้านบาท ลดลง 64,586 ล้านบาท คิดเป็น 37.73% เมื่อเทียบกับปี 2567 (171,180 ล้านบาท) \r\n<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;(ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568) พบว่า มีธุรกิจที่จดทะเบียนนิติบุคคลรวมทั้งสิ้น 2,050,079 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 31.88 ล้านล้านบาท โดยมีนิติบุคคลดำเนินกิจการอยู่ 967,210 ราย ทุนจดทะเบียนรวม 23.42 ล้านล้านบาท แบ่งเป็นบริษัทจำกัด 769,590 ราย คิดเป็น 79.57% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 17.37 ล้านล้านบาท ห้างหุ้นส่วนจำกัดและห้างหุ้นส่วนสามัญนิติบุคคล 196,115 ราย คิดเป็น 20.28% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 0.43 ล้านล้านบาท และบริษัทมหาชนจำกัด 1,505 ราย คิดเป็น 0.15% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ทั้งหมด ทุนจดทะเบียนรวม 5.62 ล้านล้านบาท \r\n<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;สำหรับกลุ่มนิติบุคคลที่มีสัดส่วนการจดทะเบียนมากที่สุดคือ กลุ่มบริการ มีจำนวน 525,178 ราย ทุนจดทะเบียน 13.69 ล้านล้านบาท รองลงมาคือ กลุ่มค้าส่ง/ค้าปลีก 316,894 ราย ทุนจดทะเบียน 2.62 ล้านล้านบาท และกลุ่มผลิต 125,138 ราย    ทุนจดทะเบียน 7.11 ล้านล้านบาท คิดเป็น 54.30%, 32.76% และ 12.94% ของจำนวนนิติบุคคลที่ดำเนินกิจการอยู่ตามลำดับ<br></p><p style=\"text-align: justify;\"><u><strong>การลงทุนของชาวต่างชาติในไทยประจำเดือนธันวาคม 2568 และตลอดปี 2568</strong></u><br></p><p style=\"text-align: justify;\">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 (เฉพาะธุรกิจที่กำหนดให้ต้องขออนุญาต) เดือนธันวาคม 2568 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย 105 ราย เป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว \r\n<br>28 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริม การลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 77 ราย เงินลงทุนรวมทั้งสิ้น 12,986 ล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นคนต่างชาติจากสิงคโปร์ จีน และญี่ปุ่น ตามลำดับ \r\n<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับตลอดปี 2568 มีการอนุญาตให้คนต่างชาติเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในประเทศไทย จำนวน 1,078 ราย  โดยเป็นการลงทุนผ่านช่องทางการขอรับใบอนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว 291 ราย และการขอหนังสือรับรองการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว (ผ่านช่องทางการลงทุนตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมการลงทุน หรือได้รับอนุญาตตามกฎหมายว่าด้วยการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และการใช้สิทธิตามสนธิสัญญาหรือความตกลงระหว่างประเทศ) 787 ราย เงินลงทุน          รวมทั้งสิ้น 324,148 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นมูลค่าเงินลงทุนสูงที่สุดเป็นประวัติการณ์ในรอบ 5 ปี (2564 - 2568)\r\n<br>\tโดยการอนุญาตฯ ตลอดปี 2568 มีจำนวนเพิ่มขึ้น 124 ราย (13%) เมื่อเทียบกับปี 2567 (954 ราย) และมูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้น 96,042 ล้านบาท (42%) เมื่อเทียบกับปี 2567 (228,106 ล้านบาท) \r\n<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ประเทศที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทยสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ 1) ญี่ปุ่น 186 ราย คิดเป็น 17% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 85,688 ล้านบาท 2) สิงคโปร์ 167 ราย คิดเป็น 15% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 103,399 ล้านบาท        3) จีน 152 ราย คิดเป็น 14% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 35,046 ล้านบาท 4) สหรัฐอเมริกา 148 ราย คิดเป็น 14% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 5,073 ล้านบาท 5) ฮ่องกง 113 ราย คิดเป็น 10% ของธุรกิจต่างชาติในไทย         เงินลงทุน 14,869 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 312 ราย คิดเป็น 30% ของธุรกิจต่างชาติในไทย เงินลงทุน 80,073 ล้านบาท \r\n<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) ของปี 2568 ภายใต้พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มีจำนวน 313 ราย คิดเป็น 29% ของนักลงทุนต่างชาติในไทย เพิ่มขึ้น 12 ราย คิดเป็น 4% เมื่อเทียบกับปี 2567 (301 ราย) มูลค่าการลงทุนในพื้นที่ EEC จำนวน 106,461 ล้านบาท คิดเป็น 33% ของเงินลงทุนทั้งหมด เป็นนักลงทุนจากประเทศจีน 83 ราย เงินลงทุน 19,263 ล้านบาท ญี่ปุ่น 67 ราย เงินลงทุน 33,840 ล้านบาท สิงคโปร์ 46 ราย เงินลงทุน 23,238 ล้านบาท และประเทศอื่นๆ 117 ราย เงินลงทุน 30,120 ล้านบาท<br></p><p style=\"text-align: justify;\"><u><strong>ผลการดำเนินงานปราบปรามนอมินีบัญชีม้า ปี 2568 และแผนการดำเนินงานการป้องกัน\r\n</strong><br><strong>และปราบปรามนอมินีบัญชีม้าปี 2569</strong></u><br></p><p style=\"text-align: justify;\">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1) ผลงานปี 2568 เดินหน้าปราบปรามนอมินี–บัญชีม้าเชิงรุก\r\n<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเร่งปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมายอย่างจริงจัง โดยแต่งตั้งคณะกรรมการและอนุกรรมการเฉพาะด้านครอบคลุมการป้องกันการจดทะเบียน การวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ การตรวจสอบบัญชีธุรกิจ และด้านกฎหมาย พร้อมบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร รวม 17 หน่วยงานหลัก มุ่งตรวจสอบนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยง 6 กลุ่ม          ตามแผนงานที่ตั้งไว้ประจำปีที่มีเป้าหมายกว่า 46,918 ราย ได้แก่ 1) ท่องเที่ยวและเกี่ยวเนื่อง 2) ค้าที่ดินและอสังหาริมทรัพย์   3) e-Commerce ขนส่งและคลังสินค้า 4) โรงแรมและรีสอร์ท 5) เกี่ยวเนื่องกับการเกษตร และ 6) ก่อสร้างทั่วไป ประกอบกับกรมฯ ยังได้ลงพื้นที่ตรวจสอบเพิ่มเติมตามข้อร้องเรียนจากประชาชนและติดตามความเคลื่อนไหวจากข่าว พบนิติบุคคลที่เข้าข่ายนอมินีและการถือหุ้นแทนคนต่างด้าวหลายกรณี อาทิ การพบผู้ถือหุ้นคนไทยที่มีพฤติการณ์เข้าข่ายถือหุ้นแทนคนต่างด้าวในธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ ธุรกิจถือครองที่ดิน ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และยังได้ทำงานร่วมกับคณะกรรมการฯ ระดับจังหวัด ลงพื้นที่ร่วมตรวจสอบในจังหวัดท่องเที่ยวที่มีความเสี่ยงสูงได้แก่ เกาะพะงัน จังหวัดสุราษฎร์ธานี ชลบุรี และภูเก็ตด้วย ทั้งนี้ กรมฯ ได้ส่งข้อมูลผู้เข้าข่ายกระทำความผิดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ (บก.ปอศ.) หรือตำรวจในท้องที่เพื่อดำเนินการทางกฎหมายต่อไป\r\n<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2) ภารกิจเร่งด่วนปราบนอมินีบัญชีม้ารอบ 3 เดือน (ต.ค. - ธ.ค. 68) ตามนโยบาย Quick Big Win ของนางศุภจี      สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยได้จัดตั้งหน่วยงาน “กองป้องกันและปราบปรามธุรกิจผิดกฎหมาย”           และแต่งตั้งคณะกรรมการฯ และอนุกรรมการฯ อีก 4 ด้าน ได้แก่ ด้านการวิเคราะห์ข้อมูล ด้านการป้องกันการจดทะเบียน     ด้านการตรวจสอบบัญชีและงบการเงิน และด้านกฎหมาย ให้มารับผิดชอบเรื่องนี้โดยตรง โดยลงพื้นที่ตรวจสอบใน 12 พื้นที่สำคัญ กรุงเทพฯ สมุทรปราการ ชลบุรี เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี กระบี่ ซึ่งพบนิติบุคคลที่เข้าข่ายการกระทำผิดและได้ส่งเรื่องให้ บก.ปอศ. ดำเนินการตามกฎหมาย 11 ราย พร้อมส่งข้อมูลนิติบุคคลกลุ่มเสี่ยงให้ ปปง. ตรวจสอบเส้นทางการเงินรวม 357 ราย และส่งให้กรมสรรพากรดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ รวม 3,634 ราย ขณะเดียวกันได้จับมือกับหน่วยงานพันธมิตรจัดงานมหกรรม “รวมพลังปราบนอมินี บัญชีม้า” เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้นักบัญชีเพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของมิจฉาชีพ โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า 1,625 ราย รวมทั้งออก 5 มาตรการจดทะเบียนใหม่ เพื่อป้องกันมิจฉาชีพจดทะเบียนนิติบุคคลและนำไปเปิดบัญชีม้านิติบุคคล เพื่อป้องกันนอมินีคนไทยให้การช่วยเหลือสนับสนุนชาวต่างชาติกระทำความผิด\r\n<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3) ยกระดับมาตรการปี 2569 เพิ่มการใช้เทคโนโลยีและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้นตั้งแต่ต้นทาง        กรมฯ จะใช้ระบบวิเคราะห์พฤติกรรมนิติบุคคล เป็นเครื่องมือหลักในการคัดกรองกลุ่มเสี่ยงทั่วประเทศแบบเชิงลึกและพุ่งเป้ามากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะการถือครองอสังหาริมทรัพย์ของชาวต่างชาติโดยใช้คนไทยเป็นนอมินี ซึ่งมีเป้าหมาย 21,459 ราย และตรวจสอบบัญชี-      งบการเงิน และกลุ่มเสี่ยงนอมินีและกลุ่มบุคคลในบัญชีม้า HR03 จำนวน 4,554 ราย รวมถึงสำนักงานรับทำบัญชีและให้คำปรึกษาธุรกิจ พร้อมเชื่อมโยงข้อมูลทะเบียนนิติบุคคล งบการเงิน และโครงสร้างผู้ถือหุ้น เพื่อระบุพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายนอมินีบัญชีม้า \t“ทั้งนี้ กรมฯ จะใช้เทคโนโลยีดังกล่าวควบคู่กับการบังคับใช้มาตรการเข้ม ‘4 คำสั่ง 2 ประกาศ’ ตั้งแต่ขั้นตอนจดทะเบียน เชื่อมโยงข้อมูลผู้ถือหุ้น งบการเงิน และบุคคลเสี่ยงสูง เพื่อสร้างระบบธุรกิจโปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน ซึ่งมาตรการดังกล่าวเริ่มบังคับใช้แล้วตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 ที่ผ่านมา” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย<br></p><p style=\"text-align: right;\">#SuperDBD #กรมพัฒนาธุรกิจการค้า #กระทรวงพาณิชย์\r\n<br><br></p><p style=\"text-align: center;\">**********************************************\r\n<br><br></p><p>ที่มา : กรมพัฒนาธุรกิจการค้า&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ฉบับที่ 99 / วันที่ 20 มกราคม 2569<br></p>","slug":"9920012569","date":"7 ตุลาคม 2569","rawDate":"2026-10-07T10:34:41.000Z","view":614,"favorite":0,"ordering":1,"attachment":[],"gallery":[],"media":[],"related":[{"id":"efb6049a-5f2d-44eb-98a5-9099c38a87f3","category":{"id":"def8896e-fe17-4d70-b696-320668537c86","title":"ข่าวกรม (Press Release)","slug":"1656067670544"},"thumbnail":"https://www.dbd.go.th/data-storage/image/31108aaea44bbcf8cda6f6b23.jpg","title":"น้ำท่วมธุรกิจต้องไม่สะดุด ‘พาณิชย์’ จัดมาตรการอำนวยความสะดวกผู้ประกอบการ ด้วย 3 บริการหลักผ่านช่องทางออนไลน์ 24 ชั่วโมง","intro":"น้ำท่วมธุรกิจต้องไม่สะดุด ‘พาณิชย์’ จัดมาตรการอำนวย","text":"<p style=\"text-align: center;\"><strong>น้ำท่วมธุรกิจต้องไม่สะดุด ‘พาณิชย์’ จัดมาตรการอำนวยความสะดวกผู้ประกอบการ<br>ด้วย 3 บริการหลักผ่านช่องทางออนไลน์ 24 ชั่วโมง</strong></p><p style=\"text-align: justify;\"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp;กระทรวงพาณิชย์ โดย กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เร่งช่วยเหลือนิติบุคคลที่ประสบภัยน้ำท่วมให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ไม่สะดุด บรรเทาความเดือดร้อนระหว่างและหลังเกิดอุทกภัย เปิดช่องทางออนไลน์ยื่นจดทะเบียนธุรกิจ การยื่นงบการเงิน/นำส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น และการขอหนังสือรับรองนิติบุคคล พร้อมตั้งทีมเฉพาะกิจอำนวยความสะดวกให้คำปรึกษา/คำแนะนำภาคธุรกิจและประชาชนเต็มที่</strong></p><p style=\"text-align: justify;\">&nbsp; &nbsp; &nbsp;นายกิตติวัฒน์ ปัจฉิมนันท์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า “จากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคต่างๆ ของประเทศ ตั้งแต่ปลายเดือนกันยายน 2569 จนถึงปัจจุบัน ได้สร้างความเสียหายแก่นิติบุคคลและประชาชนในพื้นที่ประสบภัยเป็นอย่างมาก โดย นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงพาณิชย์ เร่งดำเนินการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติและได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ดังกล่าว รวมถึงการเยียวยาภาคธุรกิจซึ่งอยู่ในความดูแลของกรมพัฒนาธุรกิจการค้าอย่างเร่งด่วน โดยนิติบุคคลที่มีสำนักงานแห่งใหญ่ตั้งอยู่ในเขตประสบภัยพิบัติ ไม่สามารถเดินทางมาดำเนินการจดทะเบียน นำส่งงบการเงิน สำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น หรือดำเนินการอื่นใดต่อสำนักงานพาณิชย์จังหวัดภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนดในช่วงเวลาที่เกิดอุทกภัย</p><p style=\"text-align: justify;\">&nbsp; &nbsp;กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ออกมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนแก่ผู้ประกอบธุรกิจที่ประสบภัยและได้รับผลกระทบ โดยมีมาตรการฯ ดังนี้</p><p style=\"text-align: justify;\">&nbsp; 1. อำนวยความสะดวกการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนบริษัทจำกัด โดยห้างหุ้นส่วนบริษัทจำกัดที่มีสำนักงานใหญ่ในจังหวัดที่ประสบภัยพิบัติ สามารถยื่นคำขอจดทะเบียนจัดตั้งใหม่ แก้ไขเปลี่ยนแปลง เลิก และเสร็จการชำระบัญชีของนิติบุคคล ได้ที่ www.dbd.go.th เลือกหัวข้อจดทะเบียนธุรกิจออนไลน์ และระบบจดทะเบียนนิติบุคคลดิจิทัล (ฺDBD Biz Regist) โดยมีขั้นตอนง่ายๆ เมื่อผู้ใช้งานสมัครสมาชิก/ยืนยันตัวตนผ่านช่องทางออนไลน์ อาทิ แอปพลิเคชัน DBD e-Service หรือ ThaiD หรือเป๋าตัง ก็สามารถจองชื่อนิติบุคคลที่ปัจจุบันเป็นระบบอัตโนมัติรู้ผลทันที ไม่ต้องรอนายทะเบียนตรวจสอบก่อน พร้อมกรอกข้อมูลรายละเอียดนิติบุคคลในรูปแบบ e-Form ที่สะดวก รวดเร็ว และมีข้อความสำเร็จรูปให้เลือกใช้โดยไม่ต้องเสียเวลาพิมพ์เอง รวมถึงระบบจะเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อตรวจสอบความถูกต้องกับหน่วยงานต่างๆ อาทิ ข้อมูลบุคคลกับกรมการปกครอง ทั้งนี้ กรมฯ ได้จัดเจ้าหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่ภาคธุรกิจและประชาชน ผ่าน 2 ช่องทาง ได้แก่ Call Center กรมพัฒนาธุรกิจการค้า 1570 และ Line Official Account : @dbd1570</p><p style=\"text-align: justify;\">&nbsp; &nbsp; 2. อำนวยความสะดวกการนำส่งงบการเงิน และสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ DBD e-Filing ได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยผู้ใช้บริการสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการนำส่งงบการเงินและสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ได้ที่ Line Application : @sxw0580y และ Call Center กรมพัฒนาธุรกิจการค้า 1570 หรือ โทรสายตรง 0 2547 4377, 0 2547 5978 และ e-Mail: efiling.training@gmail.com</p><p style=\"text-align: justify;\">&nbsp; &nbsp; 3. อำนวยความสะดวกการให้บริการหนังสือรับรองนิติบุคคล ในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ ตั้งแต่เวลา 06.00 น. - 23.00 น. ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ โดยภาคธุรกิจและประชาชนสามารถดำเนินการขอหนังสือรับรองนิติบุคคล และรับรองสำเนาเอกสารผ่านระบบ DBD e-Service ได้ตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้ผู้รับบริการสามารถเข้าถึงเอกสารได้สะดวก รวดเร็ว และสอดคล้องกับรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่เน้นความคล่องตัวในยุคดิจิทัล สามารถนำไปใช้ทำธุรกรรมได้แบบทันทีทันใด ไม่ต้องรอเวลาการเปิดทำการของหน่วยงานราชการ โดยสอบถามเพิ่มเติมได้ทางแอปพลิเคชัน DBD e-Service ทั้งระบบ IOS และ Android, Call Center กรมพัฒนาธุรกิจการค้า 1570 หรือ โทร. 0 2547 5994, 0 2547 5160, 0 2547 4367, 0 2547 4387 และ e-Mail : onlinedocument@dbd.go.th<span>&nbsp;</span></p><p style=\"text-align: justify;\">&nbsp; &nbsp;อธิบดีกิตติวัฒน์ฯ กล่าวทิ้งท้ายว่า “กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้มีการพัฒนาระบบจดทะเบียนธุรกิจและการให้บริการด้านต่างๆ โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมาอำนวยความสะดวก ข้อมูลมีความถูกต้อง รวดเร็ว และทันสมัย เพื่อเพิ่มช่องทางและลดอุปสรรคให้ผู้ประกอบธุรกิจได้รับบริการอย่างเต็มรูปแบบ ไม่จำกัดเวลา และสถานที่ โดยกรมฯ มีความมุ่งหมายให้ช่องทางออนไลน์ช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบธุรกิจและช่วยให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ กรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจต้องการติดต่อกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดในพื้นที่ประสบเหตุอุทกภัย แต่ไม่สามารถเดินทางได้ สามารถดำเนินการผ่านช่องทางออนไลน์ของสำนักงานพาณิชย์จังหวัดหรือกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ ทั้งนี้ กรมฯ ขอเป็นกำลังใจให้ผู้ประกอบการและประชาชนที่ประสบเหตุอุทกภัยครั้งนี้ทุกท่าน และพร้อมจับมือก้าวพ้นวิกฤตนี้ไปด้วยกัน”</p><p style=\"text-align: justify;\">#SuperDBD #กรมพัฒนาธุรกิจการค้า #กระทรวงพาณิชย์</p><p style=\"text-align: center;\"><br>********************************</p><p style=\"text-align: center;\"><br>ที่มา : กรมพัฒนาธุรกิจการค้า&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ฉบับที่ 1 / วันที่ 6 ตุลาคม 2569<br></p>","slug":"00106102569","date":"6 ตุลาคม 2569","rawDate":"2026-10-06T03:00:08.435Z","view":57,"favorite":0,"ordering":1},{"id":"62849dc6-df0b-4a5a-923c-27649ebb9941","category":{"id":"def8896e-fe17-4d70-b696-320668537c86","title":"ข่าวกรม (Press Release)","slug":"1656067670544"},"thumbnail":"https://www.dbd.go.th/data-storage/image/a8ea29816833311de6abcba5.jpg","title":"กรมพัฒนาธุรกิจฯ เปิดให้บริการหนังสือรับรองนิติบุคคลทุกวันไม่มีวันหยุด ตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึงห้าทุ่ม  และเพิ่มความสะดวกไปอีกขั้น...ขอหนังสือรับรองนิติบุค","intro":"​กรมพัฒนาธุรกิจฯ เปิดให้บริการหนังสือรับรองนิติบุค","text":"<p style=\"text-align: center;\"><strong>​กรมพัฒนาธุรกิจฯ เปิดให้บริการหนังสือรับรองนิติบุคคลทุกวันไม่มีวันหยุด ตั้งแต่ 6 โมงเช้าถึงห้าทุ่ม \r\n<br>และเพิ่มความสะดวกไปอีกขั้น...ขอหนังสือรับรองนิติบุคคล ‘สาขา’ รูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ \r\n<br>ไม่ต้องเดินทาง ลดเวลารอเอกสาร เพิ่มความคล่องตัวให้ภาคธุรกิจ</strong><br></p><p style=\"text-align: center;\"><br></p><p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>&nbsp;กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เดินหน้ายกระดับบริการ e-Service เปิดให้บริการหนังสือรับรองนิติบุคคลทุกวันไม่มีวันหยุด ตั้งแต่เวลา 06.00 น. – 23.00 น. พร้อมขยายการให้บริการออกหนังสือรับรองนิติบุคคล ประเภทระบุที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่และสาขาในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ ผ่านระบบ e-Service ได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อเพิ่มความสะดวกให้ภาคธุรกิจ ช่วยลดระยะเวลารอรับเอกสาร ลดการใช้กระดาษ และเพิ่มความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ</strong><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้ความสำคัญกับการพัฒนาบริการภาครัฐในรูปแบบดิจิทัล เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะการให้บริการหนังสือรับรองนิติบุคคลผ่านระบบ e-Service ซึ่งปัจจุบันเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 06.00 น. - 23.00 น. ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ ‘ขอปุ๊บได้ปั๊บ’ เพื่อให้ผู้รับบริการสามารถเข้าถึงเอกสารได้สะดวก รวดเร็ว และสอดคล้องกับรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่เน้นความคล่องตัวในยุคดิจิทัล สามารถนำไปใช้ทำธุรกรรมได้แบบทันทีทันใด ไม่ต้องรอเวลาการเปิดทำการของหน่วยงานราชการ\r\n<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า “ล่าสุดกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ขยายการให้บริการผ่านระบบ e-Service สำหรับการออกหนังสือรับรองนิติบุคคล ประเภทระบุทั้งที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่และสำนักงานสาขา โดยผู้ใช้บริการสามารถเลือกรับเอกสารในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ได้ จากเดิมที่สามารถเลือกรับเอกสารได้ 3 ช่องทาง ได้แก่ 1) จัดส่งทางไปรษณีย์ (EMS) 2) รับด้วยตนเอง (Walk-in) และ 3) จัดส่งโดยพนักงานกรม (Delivery) การเพิ่มช่องทางการรับไฟล์อิเล็กทรอนิกส์จะช่วยให้ผู้ประกอบธุรกิจได้รับความสะดวกโดยสามารถรับเอกสารได้รวดเร็วขึ้น และสามารถนำไปใช้ดำเนินธุรกิจและทำธุรกรรมต่างๆ ได้อย่างคล่องตัว”\r\n<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;“สำหรับวิธีเข้าใช้บริการ ผู้รับบริการสามารถเข้าสู่ระบบ DBD e-Service และเลือกเมนู ‘เลือกเอกสารด้วยตนเอง’ จากนั้นระบุเลขทะเบียนหรือชื่อนิติบุคคลที่ต้องการ เลือกหัวข้อ ‘หนังสือรับรอง’ และเลือก ‘ที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่’ โดยกรณีนิติบุคคลที่มี 1 - 10 สาขา ระบบจะแสดงสำนักงานสาขาทั้งหมดโดยอัตโนมัติ ส่วนกรณีมี 11 สาขาขึ้นไป ผู้รับบริการสามารถเลือกสำนักงานสาขาที่ต้องการได้ด้วยตนเอง เมื่อชำระค่าธรรมเนียมแล้ว สามารถเข้าสู่ระบบเพื่อดาวน์โหลดเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ได้ทันที โดยไม่ต้องรออีเมลแจ้ง”\r\n<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;“การขยายบริการหนังสือรับรองนิติบุคคลประเภทระบุที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่และสาขา ในรูปแบบไฟล์อิเล็กทรอนิกส์ครั้งนี้ ทำให้ผู้ใช้บริการสามารถขอรับบริการได้ทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ ช่วยลดระยะเวลาในการรอรับเอกสาร ลดการใช้กระดาษ และลดข้อจำกัดด้านการเดินทาง สอดคล้องกับการยกระดับบริการภาครัฐสู่ระบบดิจิทัล เพื่อให้ภาคธุรกิจสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และนำเอกสารไปใช้ดำเนินธุรกรรมได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมสนับสนุนให้การดำเนินธุรกิจมีความคล่องตัวและทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกธุรกิจ”” \r\n<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;“ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถใช้บริการผ่านระบบ DBD e-Service ได้แล้ววันนี้ สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ Call Center 1570 หรือ เว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย\r\n<br><br></p><p style=\"text-align: right;\">#SuperDBD #กรมพัฒนาธุรกิจการค้า #กระทรวงพาณิชย์\r\n<br><br></p><p style=\"text-align: center;\">**********************************************</p><p style=\"text-align: center;\">&nbsp;\r\n<br>ที่มา : กองข้อมูลธุรกิจ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ฉบับที่ 378 / วันที่ 30 กันยายน 2569<br></p>","slug":"37830092569","date":"30 กันยายน 2569","rawDate":"2026-09-30T09:21:20.385Z","view":164,"favorite":0,"ordering":1},{"id":"99768d5f-868e-4147-b29e-fd59ed18e19d","category":{"id":"def8896e-fe17-4d70-b696-320668537c86","title":"ข่าวกรม (Press Release)","slug":"1656067670544"},"thumbnail":"https://www.dbd.go.th/data-storage/image/b35e5abc8825b5215e7db4107.jpg","title":"พาณิชย์ หวังดึง 43 สถานทูตในประเทศไทย ร่วมดูแลนักลงทุนต่างชาติ ส่งข้อมูลบริษัทจำกัดให้กว่า 100,000 ราย","intro":"​พาณิชย์ หวังดึง 43 สถานทูตในประเทศไทย ร่วมดูแลนักลงทุ","text":"<p style=\"text-align: center;\">​พาณิชย์ หวังดึง 43 สถานทูตในประเทศไทย ร่วมดูแลนักลงทุนต่างชาติ\r\n<br>ส่งข้อมูลบริษัทจำกัดให้กว่า 100,000 ราย<br></p><p style=\"text-align: center;\"><br></p><p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;กระทรวงพาณิชย์ เดินหน้าแก้ไขปัญหานอมินีต่อเนื่อง ล่าสุดส่งข้อมูลบริษัทจำกัดที่มีกรรมการเป็นชาวต่างชาติหรือมีผู้ถือหุ้นชาวต่างชาติร่วมลงทุน ให้ 43 สถานทูตในประเทศไทยร่วมดูแลและอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจของนักธุรกิจ/นักลงทุนสัญชาติของตน รวมทั้งเพื่อให้บริษัทปฏิบัติได้อย่างถูกต้องเป็นไปตามระเบียบและกฎหมายการประกอบธุรกิจในประเทศไทย เชื่อ!! จะช่วยส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทย สร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติ พร้อมช่วยแก้ไขปัญหานอมินีที่กำลังเกิดขึ้นได้อย่างเป็นรูปธรรม\r\n<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เดินหน้าป้องกันและปราบปรามนอมินีอย่างต่อเนื่อง รวมถึงดำเนินการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการประกอบธุรกิจแก่นักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติที่ประกอบธุรกิจโดยสุจริต โดยร่วมมือกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายลงพื้นที่ตรวจสอบนอมินีกลุ่มเสี่ยงทั่วประเทศ และมีการบังคับใช้กฎหมายของแต่ละหน่วยงานอย่างเคร่งครัดเพื่อตัดวงจรนอมินีให้หมดสิ้นไปหรือทุเลาเบาบางลง\r\n<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า “ล่าสุด กรมฯ ได้ส่งข้อมูลบริษัทจำกัดที่มีกรรมการเป็นชาวต่างชาติหรือมีผู้ถือหุ้นสัญชาติต่างๆ ร่วมลงทุน ไปถึง 43 สถานทูตประจำประเทศไทย รวม 48 สัญชาติ จำนวนกว่า 100,000 ราย เพื่อให้ข้อมูลและจะได้ร่วมกันดูแลและอำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจของนักธุรกิจ/นักลงทุนสัญชาติของตน รวมทั้งเพื่อให้บริษัทเหล่านี้ปฏิบัติได้อย่างถูกต้องเป็นไปตามระเบียบและกฎหมายการประกอบธุรกิจในประเทศไทย ซึ่งเชื่อว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลทุกประเทศที่พร้อมสนับสนุนคนในชาติให้ทำธุรกิจอย่างถูกต้องในประเทศอื่นๆ โดยกรมฯ ได้จัดส่งข้อมูลตามสัดส่วนการถือครองหุ้นของชาวต่างชาติ แบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ 1) ชาวต่างชาติถือหุ้น 0.01 - 49.99% 2) ชาวต่างชาติถือหุ้น 50.00 - 99.99% และ 3) ชาวต่างชาติถือหุ้น 100% โดยข้อมูลที่กรมฯ ได้จัดส่งให้ทั้ง 43 สถานทูต เป็นเพียงข้อมูลเบื้องต้นทั่วไปจากการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ของกรมฯ มิได้หมายความว่าธุรกิจหรือนักลงทุนดังกล่าวมีการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือมีการกระทำความผิดกรณีมีคนไทยถือหุ้นแทนในลักษณะนอมินีแต่อย่างใด”\r\n<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; “ทั้งนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า มีภารกิจในการจดทะเบียนนิติบุคคล กำกับดูแล และติดตามตรวจสอบนิติบุคคลให้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 รวมถึงการตรวจสอบการใช้คนไทยถือหุ้นแทนคนต่างด้าวในลักษณะนอมินีในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ตลอดจนเฝ้าระวังและป้องกันการประกอบธุรกิจที่หลีกเลี่ยงกฎหมายที่อยู่ในความรับผิดชอบ”\r\n<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; “กรมฯ ขอขอบคุณสถานทูตทุกแห่งที่ให้ความสำคัญต่อประเด็นการดำเนินธุรกิจที่ถูกต้องตามกฎหมายและประเด็นปัญหานอมินีที่เกิดขึ้นในประเทศไทย โดยกรมฯ พร้อมอำนวยความสะดวกอย่างเต็มที่แก่นักธุรกิจและนักลงทุนชาวต่างชาติที่เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยโดยสุจริต และขอฝากถึงผู้ประกอบธุรกิจชาวต่างชาติที่ประสงค์จะเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย หรือผู้ให้คำแนะนำการลงทุนให้ปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎหมาย และคนไทยที่มีพฤติกรรมช่วยเหลือหรือมีส่วนสนับสนุนให้ต่างชาติกระทำความผิดในลักษณะนอมินีอยากให้เลิกพฤติกรรมดังกล่าว โดยขอให้เห็นประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ ทั้งนี้ คนไทยที่มีพฤติกรรมเอื้อประโยชน์ยอมรับเงินหรือผลประโยชน์ โดยยินยอมเป็นนอมินีอำพรางให้ชาวต่างชาติจะต้องถูกดำเนินคดีอาญาอย่างเด็ดขาดตามมาตรา 36 พระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มีโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับตั้งแต่ 100,000 ถึง 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และในส่วนของคนต่างด้าวที่ลักลอบประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต จะมีโทษตามมาตรา 37 ในอัตราโทษเดียวกัน ซึ่งที่ผ่านมามีต่างชาติเข้ามาลงทุนหรือประกอบธุรกิจในประเทศไทยโดยถูกต้องตามกฎหมายอยู่จำนวนมาก” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย \r\n<br><br></p><p style=\"text-align: right;\">#SuperDBD #กรมพัฒนาธุรกิจการค้า #กระทรวงพาณิชย์\r\n<br><br></p><p style=\"text-align: center;\">***********************************</p><p style=\"text-align: center;\">&nbsp;\r\n<br>ที่มา : กองข้อมูลธุรกิจ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ฉบับที่ 377 / วันที่ 30 กันยายน 2569\r\n<br><br></p>","slug":"37730092569","date":"30 กันยายน 2569","rawDate":"2026-09-30T06:30:19.692Z","view":174,"favorite":0,"ordering":1},{"id":"a311f0e7-947c-47a2-b849-89ad591b00ef","category":{"id":"def8896e-fe17-4d70-b696-320668537c86","title":"ข่าวกรม (Press Release)","slug":"1656067670544"},"thumbnail":"https://www.dbd.go.th/data-storage/image/2d7c2a4b651e5510704088dba.jpg","title":"​กรมพัฒนาธุรกิจฯ เตรียม ‘ปิดตำนาน Walk-In’ จดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด มุ่งสู่บริการออนไลน์ 100% ดีเดย์ 1 พฤศจิกายน 2569","intro":"​กรมพัฒนาธุรกิจฯ เตรียม ‘ปิดตำนาน Walk-In’ จดทะเบียนห้างห","text":"<p style=\"text-align: center;\"><strong>​กรมพัฒนาธุรกิจฯ เตรียม ‘ปิดตำนาน Walk-In’ จดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด\r\n<br>มุ่งสู่บริการออนไลน์ 100% ดีเดย์ 1 พฤศจิกายน 2569</strong><br></p><p style=\"text-align: center;\"><br></p><p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;<strong>\tกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เดินหน้าปรับรูปแบบการให้บริการสู่ดิจิทัลเต็มรูปแบบ หลังภาคธุรกิจตอบรับระบบ DBD Biz Regist อย่างต่อเนื่อง โดยเดือนสิงหาคม 2569 มีผู้ใช้บริการจดทะเบียนนิติบุคคลผ่านระบบออนไลน์สูงถึง 95.15% สะท้อนความพร้อมของภาคธุรกิจในการทำธุรกรรมออนไลน์ ขณะที่ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป กรมฯ จะขออนุญาตให้บริการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดผ่านระบบ DBD Biz Regist ทางช่องทางออนไลน์เพียงช่องทางเดียว เพื่อยกระดับงานบริการภาครัฐ ลดภาระและต้นทุนของภาคธุรกิจ พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ Digital Government อย่างเต็มรูปแบบ</strong><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2569 ที่ผ่านมา กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ปรับรูปแบบงานให้บริการเฉพาะการจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและตั้งบริษัทให้เป็นการจดทะเบียนผ่านระบบ DBD Biz Regist เพียงช่องทางเดียว และยุติการรับจดทะเบียนดังกล่าวในรูปแบบกระดาษ (Walk-in) ซึ่งได้รับการตอบรับจากภาคธุรกิจเป็นอย่างดี โดยเห็นได้จากสถิติงานให้บริการที่ผ่านมาพบว่า มีผู้ใช้บริการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลใหม่ในรูปแบบออนไลน์ (DBD Biz Regist) ณ เดือนสิงหาคม 2569 สูงถึง 99.99% ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจที่มีต่อระบบจดทะเบียนดิจิทัลของกรมฯ ที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการในการทำธุรกรรมผ่านช่องทางออนไลน์ ที่มีความสะดวก รวดเร็ว ปลอดภัย และมีประสิทธิภาพ\r\n<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า “กรมฯ ได้เล็งเห็นความพร้อมของผู้ใช้บริการที่ได้ปรับตัวเข้าสู่ระบบบริการออนไลน์ผ่านระบบ DBD Biz Regist ได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งสอดรับกับเป้าหมายการให้บริการผ่านระบบออนไลน์ของกรมฯ ที่ได้ตั้งเป้าหมายไว้ โดยตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 เป็นต้นไป งานให้บริการจดทะเบียนธุรกิจของกรมฯ พร้อมก้าวไปอีกขั้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการและขับเคลื่อนหน่วยงานราชการไทยสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) อย่างเต็มรูปแบบ โดยขออนุญาตประชาชนและภาคธุรกิจเตรียมพร้อมสำหรับการให้บริการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดทุกประเภทคำขอในรูปแบบออนไลน์ ผ่านระบบ DBD Biz Regist เพียงช่องทางเดียวเท่านั้น (ข้อมูล ณ เดือนกันยายน 2569 มีการใช้บริการจดทะเบียนทุกประเภทคำขออยู่แล้วสูงถึง 95.80%)”\r\n<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; “สำหรับช่วงเวลาล่วงหน้า 1 เดือนนี้ ภาคธุรกิจและประชาชนสามารถทำความเข้าใจและศึกษารูปแบบการใช้งานระบบ DBD Biz Regist ผ่านเว็บไซต์ www.dbd.go.th เลือกหัวข้อ จดทะเบียนนิติบุคคลดิจิทัล (ฺDBD Biz Regist) ซึ่งจะมีทั้งคู่มือ และคลิปวิดีโอที่อธิบายการเข้าใช้งานอย่างละเอียด ซึ่งจะช่วยลดข้อผิดพลาดให้ผู้ใช้บริการเมื่อต้องเข้าใช้งานระบบจริง ทั้งนี้ กรมฯ ยังได้จัดเตรียมเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญเพื่อให้คำปรึกษา แนะนำ และช่วยเหลือผู้ประกอบการตลอดการใช้งานระบบ หากมีข้อสงสัยหรือต้องการคำแนะนำเกี่ยวกับการจดทะเบียนนิติบุคคลและการใช้งานระบบจดทะเบียนนิติบุคคลดิจิทัล DBD Biz Regist สามารถสอบถามข้อมูลได้ที่ Call Center 1570 หรือผ่านช่องทาง LINE Official Account : @DBD1570 เพื่อรับคำปรึกษาและความช่วยเหลือจากเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง”\r\n<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;“ระบบจดทะเบียน DBD Biz Regist ไม่ได้เป็นเพียงระบบจดทะเบียนนิติบุคคลออนไลน์เท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญที่จะเปลี่ยนแปลง ‘การเริ่มต้นธุรกิจ’ ของประเทศไทยจากเอกสารกระดาษ สู่ระบบดิจิทัลที่สะดวก รวดเร็ว ตรวจสอบได้ และลดต้นทุนได้ทั้งภาคธุรกิจและภาครัฐ และเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะขับเคลื่อนงานบริการของภาครัฐสู่ดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ พร้อมยกระดับมาตรฐานการจดทะเบียนธุรกิจของไทยให้มีความโปร่งใส ปลอดภัย และน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น โดยนำเทคโนโลยีการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางอิเล็กทรอนิกส์มาใช้ร่วมกับการเชื่อมโยงและตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ช่วยเพิ่มความมั่นใจในตัวตนของผู้ทำธุรกรรม ลดช่องว่างและความเสี่ยงจากการปลอมแปลงเอกสาร รวมถึงการนำข้อมูลหรือสิทธิของบุคคลอื่นไปใช้โดยมิชอบ ประกอบกับผู้ใช้บริการสามารถใช้งานผ่านระบบออนไลน์ได้ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน ไม่เว้นวันหยุดราชการ ครอบคลุมบริการตั้งแต่การยื่นคำขอจดทะเบียน แก้ไข เปลี่ยนแปลงนิติบุคคล ติดตามและตรวจสอบสถานะ ไปจนถึงการรับเอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ได้จากทุกที่ โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางมาติดต่อด้วยตนเอง” อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวทิ้งท้าย\r\n<br><br></p><p style=\"text-align: right;\">#SuperDBD #กรมพัฒนาธุรกิจการค้า #กระทรวงพาณิชย์\r\n<br><br></p><p style=\"text-align: center;\">**********************************************</p><p style=\"text-align: center;\">&nbsp;\r\n<br>ที่มา : กองทะเบียนธุรกิจ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ฉบับที่ 376 / วันที่ 30 กันยายน 2569\r\n<br><br></p>","slug":"37630092569","date":"30 กันยายน 2569","rawDate":"2026-09-30T02:36:15.912Z","view":371,"favorite":0,"ordering":5},{"id":"496b8759-7e0f-43c4-962d-e2cae911f38c","category":{"id":"def8896e-fe17-4d70-b696-320668537c86","title":"ข่าวกรม (Press Release)","slug":"1656067670544"},"thumbnail":"https://www.dbd.go.th/data-storage/image/6dc4895b93c5115b5819d945.jpg","title":"กรมพัฒนาธุรกิจฯ ผนึกพันธมิตร จัดทัพ...ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุไทยสู่มาตรฐานสากล ช่วยดึงเงินลงทุนเสริมแกร่งธุรกิจ Silver Economy ","intro":"กรมพัฒนาธุรกิจฯ ผนึกพันธมิตร จัดทัพ...ธุรกิจดูแลผู้สู","text":"<p style=\"text-align: center;\"><strong>กรมพัฒนาธุรกิจฯ ผนึกพันธมิตร จัดทัพ...ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุไทยสู่มาตรฐานสากล<br>ช่วยดึงเงินลงทุนเสริมแกร่งธุรกิจ Silver Economy รองรับกลุ่มคนวัยเก๋าขยายตัว</strong></p><p style=\"text-align: center;\"><strong><br></strong></p><p style=\"text-align: justify;\"><strong>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ร่วมกับสมาคมการค้าและการบริการสุขภาพผู้สูงอายุไทย (SHSTA) และสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ เดินหน้ายกระดับธุรกิจดูแลผู้สูงอายุไทยรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและการเติบโตของเศรษฐกิจสูงวัย (Silver Economy) จัดสัมมนาวิชาการประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด ‘ยกระดับธุรกิจการดูแลผู้สูงอายุเพื่อความเป็นมืออาชีพ ผสานมาตรฐานการดูแลสุขภาพและการบริการแบบไทย’ มุ่งเสริมองค์ความรู้ผู้ประกอบการเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตวัยเก๋า ชูการนำเทคโนโลยี นวัตกรรม และความรู้ด้านกฎหมายมาปรับใช้ หวังปั้นสถานประกอบการดูแลผู้สูงอายุไทยให้เป็นมืออาชีพ พร้อมดึงดูดกำลังซื้อทั้งในและต่างประเทศ</strong></p><p style=\"text-align: justify;\">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;นายสถาพร ร่วมนาพะยา รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดภายหลังเป็นประธานเปิดงานสัมมนาวิชาการประจำปี 2569 ในหัวข้อ ‘ยกระดับธุรกิจการดูแลผู้สูงอายุ เพื่อความเป็นมืออาชีพ ผสานมาตรฐานการดูแลสุขภาพและการบริการแบบไทย’ (Sharpening Senior Healthcare Business: Where Professional Excellence Meets Healthcare Standards &amp; Thai Hospitality 2026) ณ อาคารหอประชุม ชั้น 3 สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ว่า การจัดงานในวันนี้ (25 กันยายน 2569) เป็นความร่วมมือระหว่าง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สมาคมการค้าและการบริการสุขภาพผู้สูงอายุไทย (SHSTA) และสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ เพื่อรับมือกับการก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้วัยอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของโครงสร้างประชากร โดยปี 2569  มีประชากรผู้สูงอายุกว่า 14 ล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 22 ของประชากรทั้งประเทศ และคาดว่าในปี 2576 ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมสูงอายุระดับสุดยอด (Super-Aged Society) มีประชากรสูงอายุประมาณ 28% ดังนั้น ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุจึงจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเพื่อดูแลผู้สูงอายุได้อย่างมีคุณภาพ บนมาตรฐานสากล และเข้าใจถึงความต้องการของตลาดอย่างรอบด้าน</p><p style=\"text-align: justify;\">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; รองอธิบดีสถาพรฯ กล่าวต่อว่า “การจัดงานสัมมนาครั้งนี้มุ่งเน้นหัวใจสำคัญ 3 ด้าน เพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุอย่างยั่งยืน ได้แก่ 1) การยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาพ โดยเป็นการบรรยายแนวทางจัดกิจกรรมเพื่อการบำบัด และหลักโภชนาการแนวทางการจัดอาหารในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุได้อย่างเป็นมืออาชีพ สอดรับกับมาตรฐานสากล และผสมผสานกับบริบทของประเทศไทย ซึ่งจะทำให้มาตรฐานธุรกิจสามารถเดินควบคู่ไปพร้อมกับเอกลักษณ์การบริการแบบไทยที่มีจุดเด่นด้านความเอาใจใส่ ความสุภาพ ความเข้าใจ และการให้คุณค่ากับผู้สูงอายุ        2) การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการนำเทคโนโลยีอย่าง AI และ Age Tech มาใช้สนับสนุนการบริการอย่างเหมาะสมเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพ ภายในงานยังมีการจัดแสดงสินค้า และบริการจากกว่า 20 บูท นำเสนอนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ธุรกิจ เช่น แพลตฟอร์ม On-demand Matching, ผลิตภัณฑ์อาหารปั่นพร้อมทานสำหรับผู้มีปัญหาการกลืน และแพลตฟอร์มบริการจับคู่ธุรกิจระหว่างประเทศ เป็นต้น และ 3) การบริหารความเสี่ยงทางกฎหมายและคุ้มครองสิทธิ ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ธุรกิจจะต้องมีความรู้ความเข้าใจด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับสถานประกอบการผู้สูงอายุ โดยจะเรียนรู้ผ่านการบรรยายในหัวข้อ ‘รู้กฎหมาย รู้ความเสี่ยง:     แนวทางการบริหารศูนย์ดูแลผู้สูงอายุอย่างปลอดภัย’ และเวทีเสวนา ‘ความเสี่ยงทางด้านกฎหมายของศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ’ โดยมีทั้งอัยการ ทนายความ และผู้เชี่ยวชาญมาร่วมให้ความรู้เพื่อเป็นแนวทางรับมือกับข้อร้องเรียน ลดความเสี่ยงในการดำเนินงาน และสร้างความเชื่อมั่นสูงสุดแก่ผู้ใช้บริการ”</p><p style=\"text-align: justify;\">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;“ปัจจุบันมีนักลงทุนที่สนใจเร่งรุกเข้าสู่ตลาดเศรษฐกิจสูงวัย หรือ Silver Economy ซึ่งเป็นธุรกิจที่เกิดขึ้นมาเพื่อรองรับความต้องการ ความจำเป็น และไลฟ์สไตล์ของผู้สูงอายุที่มีจำนวนมากขึ้น ซึ่งมีธุรกิจบางส่วนได้กระโดด เข้ามาในตลาดตามกระแสโดยปราศจากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึกส่งผลให้สินค้าและบริการไม่ตอบโจทย์พฤติกรรมที่แท้จริงของผู้บริโภค นำมาซึ่งความเสี่ยงในการสูญเสียโอกาสทางธุรกิจและเงินลงทุน กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ในฐานะส่วนหนึ่งของกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจสุขภาพ จึงมุ่งมั่นยกระดับผู้ประกอบการให้สามารถก้าวข้ามความเสี่ยงดังกล่าวผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก คือ 1) การยกระดับการบริหารจัดการธุรกิจอย่างมืออาชีพ 2) ขับเคลื่อนนวัตกรรม และ 3) สร้างเครือข่ายธุรกิจเชื่อมโยงพันธมิตรในห่วงโซ่อุปทานเศรษฐกิจสูงวัย เพื่อสร้างโอกาสทางการค้าและการขยายตลาดร่วมกัน นอกจากนี้ ยังได้ร่วมมือกับภาคีเครือข่าย รวมถึงสมาคมการค้าและการบริการสุขภาพผู้สูงอายุไทย เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ การสร้างองค์ความรู้ และการส่งเสริมธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งแต่ปี 2554 - 2569 กรมฯ ได้ดำเนินการพัฒนาศักยภาพธุรกิจบริการผู้สูงอายุไปแล้วรวมทั้งสิ้น 1,674 ราย”</p><p style=\"text-align: justify;\">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; “ทั้งนี้ ในปี 2570 กรมฯ ได้เตรียมจัดโครงการสร้างโอกาสการตลาดธุรกิจเพื่อผู้สูงอายุ (SMART SILVER BIZ+) โดยมุ่งเน้นยกระดับผู้ประกอบการธุรกิจสุขภาพและ Wellness ให้เข้าใจลูกค้ากลุ่มผู้สูงอายุอย่างลึกซึ้ง สามารถออกแบบประสบการณ์ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้สูงอายุยุคใหม่ โดยการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยมายกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์และบริการสุขภาพให้เป็นต้นแบบธุรกิจใหม่ รวมถึงการขยายตลาดและสร้างรายได้เพิ่มเพื่อรองรับความต้องการของชาวไทยและกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มีกำลังซื้อสูงที่ต้องการเข้ามาพำนักระยะยาว ผลักดันให้ธุรกิจสินค้าและบริการสำหรับผู้สูงอายุไทยสามารถแข่งขันในระดับสากลได้อย่างยั่งยืน”</p><p style=\"text-align: justify;\">&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; “ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุในประเทศไทยมีอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยในปี 2569 (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ส.ค.69 จาก DBD DataWarehouse+) พบว่า มีนิติบุคคลดำเนินธุรกิจนี้จำนวน 938 ราย เพิ่มขึ้น 14% จากปี 2568 ทุนจดทะเบียนกว่า 4,911 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากปี 2568 ขณะที่ปี 2567 มีรายได้รวม 2,070 ล้านบาท          สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนนโยบายและแผนธุรกิจบริการ    กองธุรกิจบริการ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ หมายเลขโทรศัพท์ 02 547 5158 สายด่วน 1570 และ www.dbd.go.th” รองอธิบดีสถาพรฯ กล่าวทิ้งท้าย</p><p style=\"text-align: right;\"><br>#SuperDBD #กรมพัฒนาธุรกิจการค้า #กระทรวงพาณิชย์</p><p style=\"text-align: center;\">**********************************************<br>ที่มา : กองธุรกิจบริการ&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ฉบับที่ 375 / วันที่ 25 กันยายน 2569</p>","slug":"37525092569","date":"25 กันยายน 2569","rawDate":"2026-09-25T07:35:06.952Z","view":83,"favorite":0,"ordering":1},{"id":"5cf692bb-0214-48de-9da7-974fbf1d29cd","category":{"id":"def8896e-fe17-4d70-b696-320668537c86","title":"ข่าวกรม (Press Release)","slug":"1656067670544"},"thumbnail":"https://www.dbd.go.th/data-storage/image/4b6100184f88d4844140b853c.jpg","title":"พาณิชย์ ลงพื้นที่ดินแดง..ตรวจนอมินีต่อเนื่อง  พบแรงงานต่างด้าวลักลอบทำงานผิดกฎหมาย 4 ราย","intro":"​พาณิชย์ ลงพื้นที่ดินแดง..ตรวจนอมินีต่อเนื่อง พบแรงง","text":"<p style=\"text-align: center;\"><strong>​พาณิชย์ ลงพื้นที่ดินแดง..ตรวจนอมินีต่อเนื่อง \r\n<br>พบแรงงานต่างด้าวลักลอบทำงานผิดกฎหมาย 4 ราย</strong><br></p><p style=\"text-align: center;\"><br></p><p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; <strong>&nbsp; กระทรวงพาณิชย์ สนธิกำลัง คณะกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด นำโดย นายพิทักษ์เดช เดชเดโช และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ลงพื้นที่เขตดินแดง กรุงเทพมหานคร ตรวจสอบธุรกิจเข้าข่ายนอมินีและแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย ป้องกันปัญหาอาชญากรรมและการประกอบธุรกิจของชาวต่างชาติที่ผิดกฎหมาย เบื้องต้น พบแรงงานต่างด้าวลักลอบทำงานโดยผิดกฎหมาย 4 ราย ส่งดำเนินคดีเรียบร้อย</strong><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า โดย ทีมปราบนอมินี สนธิกำลังร่วมกับคณะกรรมาธิการการป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด นำโดย นายพิทักษ์เดช เดชเดโช และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ได้แก่ กรมการจัดหางาน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) สำนักงานเขตดินแดง สถานีตำรวจนครบาลดินแดง และคณะกรรมการอาหารและยา     ลงพื้นที่ตรวจสอบพฤติการณ์การประกอบธุรกิจและการประกอบอาชีพของกลุ่มคนต่างด้าวในพื้นที่เป้าหมายอย่างละเอียด นอกจากนี้ ยังเป็นการเฝ้าระวังและประเมินความเสี่ยง กรณีที่อาจมีการใช้บุคคลสัญชาติไทยเป็น \"ตัวแทนอำพราง\" หรือ \"นอมินี\" ในการบังหน้าเพื่อประกอบธุรกิจแทนคนต่างด้าว ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวถือเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายอย่างร้ายแรง และสร้างผลกระทบต่อความมั่นคงทางระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม ซึ่งเป็นไปตามนโยบายด้านการสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจและลดปัญหาอาชญากรรมของรัฐบาล\r\n<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;อธิบดีพูนพงษ์ฯ กล่าวต่อว่า เบื้องต้นได้เข้าตรวจสอบอาคารพาณิชย์สองชั้นที่เปิดเป็นสถานประกอบกิจการรับเย็บผ้า เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าไปภายในอาคารพาณิชย์ดังกล่าว พบกลุ่มแรงงานต่างด้าวกำลังประกอบอาชีพและปฏิบัติงานอยู่ตามจุดต่างๆ ทีมปราบนอมินี กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ได้ตรวจสถานะการประกอบธุรกิจ พบว่า มีเจ้าของกิจการเป็นคนไทย แต่ไม่ได้จดทะเบียนจัดตั้งในรูปแบบนิติบุคคล ขณะที่กรมการจัดหางาน และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) ได้ทำการตรวจค้นสถานประกอบการตามอำนาจหน้าที่ พร้อมทั้งเรียกตรวจเอกสารประจำตัว หนังสือเดินทาง รวมถึงใบอนุญาตทำงาน (Work permit) ของกลุ่มแรงงานทั้งหมดอย่างเข้มงวด\r\n<br>ทั้งนี้ จับกุมผู้กระทำความผิดรวมทั้งสิ้น 4 ราย โดย แบ่งออกเป็น แรงงานสัญชาติกัมพูชา 2 ราย จากการตรวจสอบประวัติพบว่าไม่มีใบอนุญาตทำงานที่ถูกต้องตามกฎหมาย เนื่องจากใบอนุญาต (Work permit) ของทั้ง 2 รายได้หมดอายุลงไปแล้วตั้งแต่เมื่อเดือนมีนาคม 2569 ขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่ยังได้ตรวจพบแรงงานสัญชาติสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) อีกจำนวน 2 ราย ที่ลักลอบทำงานในราชอาณาจักรไทยโดยไม่มีใบอนุญาตทำงาน อีกทั้ง ยังไม่มีตราประทับตรวจลงตรา (Visa) สำหรับการอนุญาตให้พำนักอยู่ในราชอาณาจักรไทยแต่อย่างใด\r\n<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมทั้งจากกรมการจัดหางานและสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ได้ใช้อำนาจตามกฎหมายเข้าควบคุมแรงงานต่างด้าวผู้กระทำความผิดทั้ง 4 ราย และได้เชิญนายจ้างไปให้ปากคำที่สำนักงานเขตดินแดง พร้อมกันนี้ได้ทำการรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ก่อนจะนำตัวผู้กระทำความผิดทั้งหมดส่งมอบให้แก่พนักงานสอบสวน เพื่อเตรียมดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายคนเข้าเมืองและกฎหมายว่าด้วยการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าวต่อไป\r\n<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;อธิบดีพูนพงษ์ฯ เน้นย้ำว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะบูรณาการทำงานร่วมกับทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อกำกับดูแลการประกอบธุรกิจให้เป็นไปตามกฎหมาย คุ้มครองผู้ประกอบการไทย และป้องกันการใช้ช่องว่างทางกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงการขออนุญาตประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว \r\n<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ทั้งนี้ การถือหุ้นแทนคนต่างชาติถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ ประชาชนสามารถร่วมเป็นหูเป็นตาและแจ้งเบาะแสธุรกิจที่เข้าข่ายนอมินีได้ผ่านทางเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า www.dbd.go.th หัวข้อ รับเรื่องร้องเรียนปัญหานอมินี เพื่อร่วมกันสร้างระบบการค้าที่โปร่งใสและเป็นธรรม\r\n<br><br></p><p style=\"text-align: right;\">#SuperDBD #กรมพัฒนาธุรกิจการค้า #กระทรวงพาณิชย์\r\n<br><br></p><p style=\"text-align: center;\">**********************************************</p><p style=\"text-align: center;\">&nbsp;\r\n<br>ที่มา : กรมพัฒนาธุรกิจการค้า&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ฉบับที่ 374 / วันที่ 25 กันยายน 2569\r\n<br><br></p>","slug":"37425092569","date":"25 กันยายน 2569","rawDate":"2026-09-25T02:52:31.496Z","view":135,"favorite":0,"ordering":1}]},"elapsedTime":"55 ms"}